หน้าเว็บ

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

สวัสดีปีใหม่2569/2026

 


สวัสดีปีใหม่ 2569/2026

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่หัวใจได้พักเหนื่อย ความหวังได้เริ่มต้นใหม่ และทุกก้าวที่เดินไปเต็มไปด้วยพลังใจ ขอให้เชื่อมั่นว่าทุกประสบการณ์ที่ผ่านมา ล้วนหล่อหลอมให้คุณแข็งแกร่งและงดงามขึ้นเสมอ 🌱✨

ด้วยรักจากใจ

นวจันทร์/กัลยณัฎฐ์/หทัยพัชร์

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เก็บแตงกวาจากต้นครั้งแรกในชีวิต

 


เชื่อไหมผัดแตงกวาจานนี้ใช้งบประมาณไม่ถึง 15 บาท แอดมินไม่ได้พิมพ์ผิดนะ ผัดแตงกวาจานนี้ใช้งบประมาณไม่ถึง 15 บาทจริง ๆ เดี๋ยวแอดมินจะอธิบายให้ดู

1. แตงกวาฟรี เพราะปลูกเองกับมือ
2. ไข่ไก่ 2 ฟอง ฟองละ 4.10 บาท รวม 8.20 บาท
3. 1) กระเทียม 2) น้ำตาลทราย 3) ซีอิ๊วขาว 4) น้ำปลา 5) พริกไทยป่น 6) น้ำมันพืช คิดคร่าว ๆ อย่างละ 1 บาท รวม 6 บาท

รวมทั้งสิ้น 14.20 บาท เห็นไหมว่าไม่ถึง 15 บาทจริง ๆ ที่ประหยัดได้ขนาดนี้เพราะแอดมินปลูกแตงกวาไว้ในสวนหน้าบ้าน วันนี้จึงมีแตงกวาสด ๆ จากต้นมาทำกับข้าวในราคาประหยัด ถ้าต้องซื้อแตงกวาจากตลาด ผัดแตงกวาจานนี้ต้องไม่ต่ำกว่า 35 บาทอย่างแน่นอน


เดิมทีนั้นแอดมินซื้อเมล็ดแบบซองมาเพาะ แต่พอใบแท้ขึ้นได้ใบเดียว ก็ถูกหอยทากกินจนหมดเกลี้ยง แล้วก็ให้บังเอิญหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ มีต้นแตงกวางอกขึ้นมาที่โคนต้นมะม่วง(แอดมินเคยเอาเศษอาหารไปหมักที่โคนต้นมะม่วง อาจจะมีเศษแตงกวาติดไปด้วย) ซึ่งก็เป็นแตงกวาที่ให้ผลผลิตอยู่ทุกวันนี้ นับว่าเป็นโชคดีจริง ๆ ที่ได้แตงกวาชุดนี้มาทดแทน 

ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงเดือนกันยายน 2568 ฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา นึกว่าแตงกวาจะเน่าตายเสียแล้ว แต่ยังโชคดีที่มันแข็งแรงแล้วก็รอดมาได้ ถ้าจำไม่ผิดแตงกวาน่าจะเริ่มออกดอกกลางเดือนตุลาคม หลังจากหาข้อมูลเกี่ยวกับแตงกวาจากยูทูบ เขาแนะนำให้ผสมเกสร โดยเอาเกสรตัวผู้มาผสมกับเกสรตัวเมีย ดอกตัวผู้เป็นดอกไม้สีเหลืองเหมือนดอกไม้ทั่วไป ส่วนดอกตัวเมียจะมีกระเปาะเหมือนลูกแตงกวาลูกเล็ก ๆ ติดอยู่ที่โคนดอก 

วิธีผสมเกสรก็แค่เด็ดดอกตัวผู้มา หลังจานั้นก็เด็ดกลีบดอกตัวผู้ออกให้หมด เด็ดให้ถึงโคนเพื่อให้เกสรตัวผู้โผล่ออกมาแล้วจึงเอาไปแตะกับเกสรของดอกตัวเมีย เมื่อดอกตัวเมียได้รับการผสมพันธุ์แล้ว ผ่านไปหนึ่งวันดอกจะเริ่มเหี่ยว แล้วกระเปาะเล็ก ๆ ก็จะเจริญเติบโตเป็นลูกแตงกวาต่อไป
 

อ้อ  พันธุ์นี้น่าจะเป็นแตงร้านมากกว่าเพราะลูกใหญ่และยาว ส่วนแตงกวาจะลูกเล็กและสั้น แต่แอดมินก็ติดปากเรียกแตงกวาเหมือนกันหมด บางครั้งพืชผักที่ไม่ได้ตั้งใจปลูกกลับให้ผลผลิตที่สมบูรณ์กว่าการตั้งใจปลูกเสียอีก 

พืชผักที่ขึ้นเองตามธรรมชาติจะมีความแข็งแรงและต้านทานโรคได้ดี อย่างแตงร้านซุ้มนี้ไม่มีโรคและแมลงมารบกวนเลย นอกจากผึ้งที่มาช่วยผสมเกสร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะแอดมินใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงผสมน้ำรดราดให้ต้นแตงร้านด้วย ต้นแตงร้านจึงเขียวสดและให้ผลผลิตลูกใหญ่


เตรียมทำกับข้าว เนื้อในแตงร้านอ่อนมากทั้งที่ลูกใหญ่ 
รสชาติหวานกรอบอร่อย 


ซุ้มแตงร้านที่ทำเองกับมือและทำเป็นครั้งแรก 
ตัวซุ้มทำจากไม้กระถินที่ขึ้นอยู่หลังบ้าน

เป็นครั้งแรกของแอดมินที่เก็บแตงร้านสด ๆ จากต้นแล้วเอามาทำกับข้าวในราคาประหยัดขนาดนี้ เคยตั้งคำถามกับตัวเองมานานแล้วว่าแค่จะทำผัดผักสักจาน ทำไมฉันต้องซื้อทุกอย่าง แค่แตงกวาถาดหนึ่งก็ยี่สิบบาทแล้ว แต่มาวันนี้แอดมินปลูกแตงกวาสำเร็จแล้ว แม้ว่าตั้งใจจะปลูกแตงกวาแต่กลับได้แตงร้านที่งอกเองตามธรรมชาติ แต่แอดมินก็ภูมิใจนะ มีความสุขทุกครั้งที่เห็นต้นแตงร้านเจริญเติบโตและแข็งแรงขึ้นทุกวัน 

ตั้งแต่มีต้นแตงร้านอยู่ในสวน แอดมินต้องตื่นเช้าลงไปผสมเกสรให้มันทุกวัน วันไหนอยากกินผัดแตง ต้มแตง ตำแตง ยำแตง ก็ลงไปเด็ดจากต้น ทั้งสด สะอาด และปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง ที่สำคัญคือมันประหยัดและสะดวกสบาย


ผัดแตงใส่ไข่จานนี้อร่อยมาก

หวังว่าเรื่องราวของแตงกวาหรือแตงร้านในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจให้มิตรรักนักอ่านทุกท่านหันมาปลูกผักปลอดสารไว้กินเอง โดยเริ่มจากผักที่ชอบก่อนก็ได้ เพื่อสุขภาพที่ดีของท่าน กินผักปลอดสารที่ปลูกเองทำให้มั่นใจว่าเราได้กินผักที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ แล้วยังได้ผักที่สดใหม่และรสชาติหวานกรอบ ไม่เหนียวไม่แข็งเหมือนที่ซื้อมาจากตลาด 


ก่อนจากกันขอฝากอีบุ๊กนวนิยายทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาวของนวจันทร์ กัลยณัฎฐ์ และหทัยพัชร์ด้วยนะคะ มีหลากหลายแนว ขณะนี้วางแผงบนเมบ Mebmarket 

ขอบคุณ​ที่สนับสนุนค่ะ ขอให้มิตรรักนักอ่านทุกท่านมีความสุขในสิ่งที่ทำและได้ทำในสิ่งที่ชอบ และอย่าลืมดูแลสุขภาพของท่านด้วยนะคะ ด้วยรักและปรารถนาดีจากนวจันทร์ กัลยณัฎฐ์ และหทัยพัชร์

เขียนและเรียบเรียงข้อมูลโดยนวจันทร์

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สุขสันต์วันลอยกระทง 2568


สุขสันต์วันลอยกระทง วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2568 แอดมินไม่ได้ออกไปลอยกระทงที่ไหนเลย จึงได้แต่เก็บดอกไม้มาฝาก สิ่งเก่า ๆ ก็ขอให้ผ่านพ้นไปพร้อมกับอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับคืนมา ขอให้ทุกคนมีความสุขอยู่กับปัจจุบันที่สดใส รื่นเริง และเบิกบาน เพิ่มพลังบวกให้กับชีวิตด้วยความสุขที่เราสร้างสรรค์ด้วยตนเอง เป็นตัวของตัวเอง ปลดปล่อยความกลัว ความทุกข์ และความไม่สบายใจทั้งหมดทั้งมวลไปพร้อมกับสายน้ำที่หลากไหล 

กระทงดอกไม้เป็นเพียงสัญลักษณ์ภายนอก สิ่งสำคัญคือความตั้งใจ ความมุ่งมั่น และความพากเพียรที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี อย่ายึดติดกับปัจจัยภายนอก ไม่ว่ากระทงจะทำออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือหัวใจที่สวยงามที่ใส่ลงไปในกระทงนั้นต่างหากที่น่าชื่นชม


ก่อนจากกันขอฝากอีบุ๊กนวนิยายทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาวของนวจันทร์  กัลยณัฎฐ์ และหทัยพัชร์ด้วยนะคะ มีหลากหลายแนวน่าติดตามและสนุกทุกเรื่อง  ขณะนี้วางแผงบนเมบ Mebmarket 

ขอบคุณที่สนับสนุนค่ะ ขอให้มิตรรักนักอ่านทุกคนมีความสุขในวันลอยกระทงนะคะ จะเดินทางไปลอยกระทงที่ไหนก็ขอให้มีสติ ดูแลตัวเองให้ดี และเดินทางโดยสวัสดิภาพปลอดภัยกันทุกคนค่ะ ด้วยรักและปรารถนาดีจากนวจันทร์ กัลยณัฎฐ์ และหทัยพชร์

เขียนและเรียบเรียงข้อมูลโดยนวจันทร์


วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เห็ดแครงขึ้นบนขอนมะม่วง

 

วันนี้เดินไปแถวแปลงช้าพลู เหลือบไปเห็นเห็ดขึ้นอยู่บนขอนมะม่วงเต็มไปหมด เกิดความสงสัยขึ้นมาว่ามันเป็นเห็ดอะไร ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงถ่ายภาพส่งให้กูเกิลค้นหาข้อมูล สมัยนี้มันดีจริง ๆ แค่ถ่ายรูปส่งให้กูเกิลค้นหาก็รู้แล้วว่ามันคืออะไร ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย

ผลปรากฏว่าเจ้าสิ่งนี้คือเห็ดแครง ตามข้อมูลบอกว่ามันกินได้ แอดมินก็ยังสงสัยอยู่ว่ามันจะกินได้จริงหรือ ไม่เคยเห็นเห็ดแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต ยิ่งมาอยู่ในบ้านเราแบบนี้ก็ยิ่งไม่มั่นใจว่ามันจะกินได้จริง ๆ

เพื่อความแน่ใจแอดมินจึงค้นหาตัวอย่างในยูทูบอีกที ปรากฏว่ามีคลิปบอกเล่าเกี่ยวกับเห็ดแครงไว้หลายคลิปเลย 

คลิปหนึ่งบอกว่ามันเป็นเห็ดที่เกิดทางภาคใต้ หากินยากมาก หนึ่งปีจะมีสักครั้ง เพราะเห็ดชนิดนี้จะเกิดในพื้นที่ที่มีฝนตกชุก อากาศชื้น และจะเกิดบนขอนไม้ล้ม เช่น ขอนไม้มะม่วง หรือขอนไม้ในป่า


ปีนี้ที่เชียงใหม่ฝนตกชุก อากาศชื้น สลับกับมีแดดออกเป็นบางวัน ปกติในช่วงหน้าฝนแทบจะไม่เห็นแสงแดด อากาศครึ้มทั้งวันทั้งคืน บางทีทั้งสัปดาห์ยังไม่เห็นแสงแดดเลยก็มี แต่ช่วงนี้ตอนกลางคืนถึงตอนเช้าอากาศเริ่มเย็น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าฤดูหนาวใกล้มาถึงแล้ว 

หลายคนคงเฝ้ารอคอยจะได้สัมผัสกับอากาศเย็นในฤดูหนาว แต่แอดมินอยากข้ามไปฤดูร้อนมากกว่า ไม่อยากใส่เสื้อผ้าหนา ๆ เทอะทะ ไม่อยากห่มผ้านวมที่แสนหนัก ไม่อยากเอานิ้วจุ่มน้ำเย็น ๆ ไม่อยากใส่ถุงมือถุงเท้าให้วุ่นวาย บางคืนนอนไม่หลับก็ต้องหาหมวกไหมพรมมาใส่นอน จะเข้าห้องน้ำแต่ละทีก็ต้องถอดหลายชิ้น พอเสร็จธุระก็ต้องกลับมาใส่ใหม่ทีละชิ้น ทุลักทุเลจริง ๆ จะบ่นทำไมเนี่ย 


ด้วยความอยากรู้ว่าเห็ดแครงมีรสชาติเป็นอย่างไร แอดมินจึงตัดสินใจเก็บเห็ดแครงมาทำกับข้าว เพราะเห็นในยูทูบเขาเอาไปแกงคั่วเห็ดบ้าง ทำหมกเห็ดบ้าง แอดมินจะลองทำแกงเผ็ดเห็ดแครงใส่ใบช้าพลู แต่ไม่มีเนื้อสัตว์ เครื่องแกงก็ไม่ค่อยพร้อม ถึงไม่พร้อมก็จะทำเพราะอยากรู้ว่าเห็ดแครงมีรสชาติเป็นอย่างไร


แกงเผ็ดเห็ดแครงทำเสร็จแล้วหน้าตาก็จะเป็นแบบนี้ รสชาติก็เหมือนแกงเผ็ดทั่วไป แต่รสสัมผัสของเห็ดแครงจะกรุบ ๆ หนึบ ๆ เหมือนเคี้ยวเนื้อกรุบ ๆ หนึบ ๆ ถ้าเปรียบอีกอย่างก็จะคล้าย ๆ ดอกงิ้วในน้ำเงี้ยว แต่กลิ่นเห็ดแครงจะเหมือนกลิ่นขอนไม้ผุ ซึ่งไม่แปลกใช่ไหม เพราะเห็ดแครงเกิดจากขอนไม้ผุ รสชาติรวม ๆ คือไม่ขม ไม่เฝื่อน รสชาติจืด ๆ มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกลิ่นไม้ ถ้าใครไปพบเจอก็ลองเก็บมาทำอาหารดูนะคะ ถ้าไม่แน่ใจให้ถ่ายรูปส่งขึ้นไปถามกูเกิลดูก่อนก็ได้ค่ะ หรือจะถามผู้ใหญ่หรือคนเฒ่าคนแก่ดูก็ได้ค่ะ 


ก่อนจากกันขอฝากอีบุ๊กนวนิยายทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาวของนวจันทร์ หทัยพัชร์ และกัลยณัฎฐ์ด้วยนะคะ มีหลากหลายแนว ขณะนี้วางแผงบนเมบ Mebmarket 

ขอบคุณ​ที่สนับสนุนค่ะ ขอให้มิตรรักนักอ่านทุกท่านมีความสุขในสิ่งที่ทำและได้ทำในสิ่งที่ชอบ ความรู้เป็นแสงสว่างนำปัญญา จงอย่าหยุดเรียนรู้ เริ่มเรียนรู้จากสิ่งที่ชอบ ในจักรวาลนี้ยังมีความประหลาดใจรอให้ค้นหาอีกมากมาย

เขียนและเรียบเรียงข้อมูลโดยนวจันทร์


วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ทำไมไม่อัปเดตนิยาย

 

สวัสดีค่ะมิตรรักนักอ่านทุกท่าน วันนี้มาทักทายกันด้วยแสงอรุณจากขอบฟ้าที่หน้าบ้านของแอดมินเองค่ะ และบอกเล่าว่าช่วงนี้ทำอะไรอยู่ งานเขียนไปถึงไหนแล้ว

เพิ่งตัดต้นมะเฟืองกับต้นมะม่วงออกไปค่ะ เหลือแต่ตอโด่เด่ ฮ่าๆ ต้นไม้สองต้นนี้อยู่คู่บ้านหลังนี้มานานยี่สิบปีแล้ว พวกมันเป็นสักขีพยานแห่งชีวิตของแอดมินมานานมาก ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันอย่างโชกโชน 

เมื่อก่อนหน้าบ้านรกมาก ต้นมะม่วงกับต้นมะเฟืองแผ่กิ่งก้านปกคลุมไปทั้งสนาม แสงแดดลอดลงมาไม่ถึงพื้น นึกดูก็แล้วกันค่ะว่ามันครึ้มขนาดไหน

ไอ้เราก็เป็นคนไม่ชอบตัดต้นไม้ เคยตัดเหลือแต่ตอจนติดดิน แต่มันก็โตขึ้นมาอีกจนแผ่กิ่งก้านยึดพื้นที่ไปหมด ปีนี้มีความคิดใหม่ว่าเราน่าจะปรับปรุงพื้นที่สักหน่อย ก็เลยจ้างคนมาตัดต้นไม้ทั้งสองต้น หมดไปหนึ่งพันบาท แต่ด้วยความงกไม่อยากเสียค่าขนกิ่งไม้ไปทิ้ง ซึ่งต้องเสียเงินเพิ่มอีกหลายร้อยหรืออาจจะเป็นพัน ก็เลยให้เขากองไว้ข้างรั้วนี่แหละ สภาพก็อย่างที่เห็น


เอาเถอะ ถึงจะรกไปหน่อยแต่ก็พอทำใจได้ เดี๋ยวมันก็ย่อยสลายไปตามธรรมชาติ นี่ก็ยุบไปเยอะแล้ว ตอนที่ตัดใหม่ ๆ สูงเกือบถึงขอบรั้ว โชคดีที่เป็นหน้าฝนก็เลยได้น้ำฝนช่วยเพิ่มความชื้น ส่วนที่เป็นใบไม้กับกิ่งไม้เล็ก ๆ จึงย่อยสลายเร็วขึ้น น่าจะสองเดือนได้แล้วมั้ง

ที่เห็นล้อยางรถยนต์วางเรียงกันอยู่ ก็เป็นยางรถยนต์เก่าของแอดมินเอง ตั้งใจว่าจะเอามาทำกระถางปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ ยังไม่ทันได้ปลูกอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบวบงูก็มาเลื้อยพันรั้วจองที่ไว้ก่อนแล้ว

ตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นบวบงู มีคุณยายเดินผ่านหน้าบ้านบอกว่าบ้านแกเรียกหมากงกเงี้ยว คนไทย(กลาง) เรียกว่าหมากป๊องแป๊ง แอดมินก็งงเป็นไก่ตาแตกสิคะ คุณยายบอกว่าลูกมันลาย ๆ กินได้ เอามาต้มกินกับน้าพริก

ด้วยความสงสัยว่ามันเป็นต้นอะไรกันแน่ ก็เลยไปค้นหาข้อมูลในกูเกิล ปรากฏว่ามันเรียกว่าหมากป้องแป้ง หรือรู้จักกันในชื่อของบวบงู โธ่ ยาย ถ้าบอกว่าบวบงูแต่แรกก็ไม่งงแล้ว ฮ่า ๆ

ช่วงนี้ก็วุ่นวายกับเรื่องจะทำแปลงผักสวนครัวนี่แหละค่ะ อยากมีผักปลอดสารไว้กิน เดี๋ยวนี้ผักที่ซื้อจากตลาดมีรสชาติแปลก ๆ รสชาติไม่เหมือนผักที่เคยกินเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นก็ว่ารสชาติไม่ค่อยเหมือนผักที่ปลูกธรรมชาติแล้ว เพราะเร่งสารเคมีกันเหลือเกิน เดี๋ยวนี้รสชาติยิ่งแย่ลงไปอีก มีทั้งเฝื่อนทั้งเปรี้ยวและเหนียวจนเคี้ยวไม่ขาด ด้วยความเสียดายเงินก็กลืน ๆ มันลงไป 

แต่ก็ยังค้างคาใจอยู่ว่ามันเอาอะไรปลูกผัก ทำไมมันถึงได้เหนียวขนาดนี้ นี่แหละจึงเป็นที่มาของแปลงผักปลอดสารในฝัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังอยู่ในฝัน ขอทำแบบค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกันนะ แอดมินก็สูงวัยแต่ใจเกินร้อย ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

ผักบุ้งที่เพาะไว้

ผักคะน้ากำลังเตาะแตะ

มะแว้งที่อยู่นอกรั้ว ข้าง ๆ มีต้นมะเขือพวง

ที่ขึ้นเองในกระถาง


ตำลึงข้างรั้ว

มะระขี้นกก็มา

ใบช้าพลูก็มี และผักอื่น ๆ ก็กำลังจะตามมา

สำหรับงานเขียนตอนนี้ก็มีเขียนสะสมไว้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสั้น แอดมินตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องสั้นให้ได้หนึ่งร้อยเรื่อง อัดอั้นอะไรก็ไม่รู้ ฮ่า ๆ

นวนิยายเรื่องยาวก็ยังเขียนอยู่นะคะ แต่ช่วงนี้ขอพักไว้ก่อน กำลังเห่อเรื่องสั้น เค้าโครงเรื่องก็ไม่ต่างจากนวนิยายเรื่องยาวค่ะ แต่เนื้อเรื่องกระชับขึ้น อ่านจบเร็วขึ้น อ่านได้หลายเรื่อง 

แต่ยอมรับว่าไม่ค่อยถนัดเขียนเรื่องสั้นสักเท่าไร แต่ก็จะพยายามเขียนให้ดีที่สุดตามแบบฉบับของแอดมินนะคะ งานเขียนของแอดมินไม่ได้เป็นนวนิยายตามกระแสหรือสร้างกระแส แต่เขียนในสิ่งที่แอดมินอยากจะสื่อสารกับคนอ่าน 

นิยายออนไลน์

นิยายเป็นสื่อกลางที่สะท้อนได้หลายแง่มุม จะเขียนให้รันทด ดรามา หรือสนุกสนานเร้าใจขนาดไหนก็ได้ เป็นได้ทั้งข้อคิด คติเตือนใจ และเพื่อนคลายเหงา 

สำหรับงานเขียนของแอดมินไม่ได้หวือหวาเร้าใจอะไรมากนัก เพราะคนเขียนชอบแนวสุขุมลุ่มลึก จริงจัง และผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน ใครชอบแนวนี้ก็มาถูกทางแล้วค่ะ 

แอดมินหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านทุกท่านจะให้การสนับสนุนนวนิยายทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาว ที่เขียนโดย นวจันทร์ หทัยพัชร์ และกัลยณัฎฐ์ ต่อไปนะคะ ติดตามงานเขียนของแอดมินได้ที่เมบ Mebmarket 

สุดท้ายนี้นวจันทร์ หทัยพัชร์ และกัลยณัฎฐ์ ขอฝากนวนิยายทุกเรื่องไว้ในอ้อมอกอ้อมใจและอ้อมกอดของทุกท่าน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะอยู่เป็นเพื่อนกันไปตราบนานเท่านาน และพบกับนวนิยายเรื่องใหม่ในเร็ว ๆ นี้ รักคนอ่านทุกคนค่ะ

เขียนและเรียบเรียงข้อมูลโดยนวจันทร์

อ่านเรื่องอื่นได้ในนวจันทร์ Cafe


วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568

น้ำพริกอ่องทูนาที่ง่ายที่สุดในโลก


 น้ำพริกอ่องทูนา

มาตามคำสัญญาค่ะ วันนี้แอดมินมาแบ่งปันวิธีทำน้ำพริกอ่องทูนาที่ง่ายที่สุดในโลก ง่ายกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว ใครชอบอาหารแบบเรียบง่าย ทำได้รวดเร็ว เชิญชมได้เลยค่ะ

ส่วนประกอบ
1. น้ำพริกทูนาสำเร็จรูป 1 ซอง ยี่ห้อใดก็ได้
2. มะเขือเทศ 2 ผล (หรือมากกว่านี้ก็ได้)
3. น้ำมันพืชน 1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ (ถ้าไม่ชอบแบบแห้งให้เพิ่มน้ำได้)

วิธีทำ

1. นำมะเขือเทศมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า


2. เตรียมน้ำพริกทูนาสำเร็จรูป(ยี่ห้อใดก็ได้)


3. ใส่น้ำมันในกระทะ 1 ช้อนโต๊ะ


4. นำมะเขือเทศที่หั่นแล้วลงกระทะผัดกับน้ำมันให้สุกและมีกลิ่นหอม ใช้ไฟกลางค่อนข้างอ่อน

5. นำน้ำพริกทูนาสำเร็จรูปใส่ลงไปในกระทะ ผัดกับมะเขือเทศ ไม่ต้องปรุงรสเพิ่ม ถ้าไม่ชอบแบบแห้งให้เพิ่มน้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ ผัดจนเข้ากันดีแล้วปิดไฟ ตักใส่ถ้วย (ขออภัยค่ะลืมถ่ายรูปตอนใส่น้ำพริกทูนา) 


เสร็จแล้วค่ะน้ำพริกอ่องทูนาที่ง่ายที่สุดในโลก กินกับผักสด ผักนึ่ง หรือผักต้มก็ได้ค่ะ เช่น แตงกวา มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ฟักทองนึ่ง ใบตำลึงต้ม มะละกอดิบต้ม หรือผักอื่น ๆ ตามชอบ

เป็นอย่างไรคะ ง่ายไหมคะ ลองทำรับประทานดูค่ะ ไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเลย เพราะรสชาติน้ำพริกทูนาพอดีแล้ว บวกกับความหวานของมะเขือเทศยิ่งชวนกิน หรือถ้าใครชอบใส่ไข่ก็ตอกไข่ใส่ลงไปตอนกำลังผัดได้เลยค่ะ รสชาติก็จะหอมมันนัวขึ้นอีก ลองทำดูนะคะ พบกันใหม่ในบทความถัดไปค่ะ

เรียบเรียงข้อมูลโดย นวจันทร์


วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568

มะละกอดื้อ

 


มะละกอพันธุ์เรดเลดี้ที่บังเอิญโตขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจปลูก เมื่อวันเวลาผ่านไปนานนับปีกลับให้ผลผลิตที่แสนหวาน พันธุ์นี้ไม่เคยปลูกมาก่อนเลย วันหนึ่งซื้อมะละกอพันธุ์เรดเลดี้มาจากตลาด หลังจากกินเนื้อแล้วก็เอาเปลือกและเมล็ดไปทิ้งในเข่ง หวังให้เป็นปุ๋ยหมักบำรุงต้นไม้ แต่มันกลับแอบงอกขึ้นมาเป็นต้น ถอนทิ้งไปหลายต้นแล้ว แต่ก็ยังมีอยู่สองต้นที่จะโตให้ได้ ก็เลยปล่อยเลยตามเลย ในใจก็คิดอยู่ตลอดว่าคงไม่รอด ไม่มีลูกให้กินหรอก เพราะไม่ได้ตั้งใจปลูก แล้วยังมาขึ้นอยู่ในเข่งถึงอย่างไรก็คงไม่โตแน่นอน



แต่พอเห็นมันไม่ตาย แอดมินก็เอาน้ำซาวข้าวไปรดให้ เอาเศษอาหารไปใส่ให้เอาดินกลบขึ้นมาเป็นชั้น ๆ บางวันก็เอาน้ำที่ล้างถุงน้ำตาลปีบไปเทใส่ เอาเกลือไปให้บ้าง หรือบางทีก็เป็นไข่ไก่ผสมน้ำไปรดราด โอ้โฮ มันออกลูกจริงนั่นแหละ ถึงจะไม่สมบูรณ์ แต่เนื้อแน่นมาก ไม่มีเมล็ด พอสุกกลับหวานหอมรสชาติดีมาก รสชาติดีกว่าที่ซื้อมาจากตลาดอีก ไม่คาดคิดว่ามันจะให้ผลดีเยี่ยมถึงขนาดนี้ ทำให้วันนี้มีมะละกอสุกกินสมใจ ที่สำคัญเราปลูกเองกับมือถึงจะไม่ได้ตั้งใจก็ตามที

มะละกอดื้อ

นอกจากได้มะละกอสุกรสชาติหอมหวานแล้ว ผลดิบยังเอามาใส่แกงส้ม แอดมินไม่ได้กินแกงส้มมานานแล้ว พอได้มะละกอดิบที่เด็ดจากต้นมาใส่แกงส้ม โอ๊ย ไม่อยากจะเซด มันเป็นแกงส้มที่กลมกล่อมที่สุด ได้ทั้งรสเปรี้ยวเค็มหวาน และหวานหอมจากเนื้อมะละกอสด ๆ กินแล้วสุขไปถึงหัวใจ อะไรมันจะอร่อยปานนั้น 


นอกจากเอาผลดิบไปใส่แกงส้มแล้ว แอดมินยังเอาไปต้มกินกับน้ำพริกอ่องปลาทูนา ขอบอกว่าน้ำต้มมะละกอหวานมาก หวานทั้งที่ไม่ได้ใส่น้ำตาล มันหวานจริง ๆ นะไม่ได้โม้ ยังนึกว่าน่าจะใส่น้ำเยอะ ๆ จะได้ทำเป็นน้ำชามะละกอไว้ดื่ม ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยกินน้ำต้มมะละกอดิบหวานหอมขนาดนี้มาก่อนเลย ผลไม้สด ๆ เด็ดจากต้นมันหอมหวานอย่างนี้เอง ทั้งปลอดภัยไร้สารพิษและรสชาติดีมาก 


เอาไว้วันหลังแอดมินจะมาสอนทำน้ำพริกอ่องปลาทูนาที่ง่ายที่สุดในสามโลก ง่ายกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว ใครชอบอาหารที่เรียบง่าย รอติดตามกันนะคะ ก่อนจากกันขออวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีความสุขทุกวัน แม้เจออุปสรรคก็ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดี มีเงินมีทองเหลือกินเหลือใช้ แคล้วคลาดปลอดภัยกันทุกคน แล้วพบกันใหม่ค่ะ 

เรียบเรียงข้อมูลโดย นวจันทร์

อ่านเรื่องอื่นได้ในนวจันทร์ Cafe

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ดอกเข็มดอกไม้แห่งปัญญา



สวัสดีค่ะ วันนี้มีดอกไม้มาฝากค่ะ ห่างหายกันไปนานนิดหนึ่งนะคะ แต่คิดถึงทุกคนเสมอค่ะ ที่หายไปก็เพราะกำลังเตรียมนิยายเรื่องใหม่สำหรับทุกคนค่ะ ติดตามนิยายเรื่องใหม่ ๆ ของนวจันทร์ กัลยณัฎฐ์ และหทัยพัชร์ ได้ที่ Mebmartket



ดอกเข็มอัญมณีแห่งสวนไทยที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณและปัญญา

เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณเบาๆ ส่องผ่านใบไผ่ไปกระทบดอกเข็มที่เบ่งบานเต็มช่อ สีแดงอำพันที่เปล่งประกายราวกับเพลิงศักดิ์สิทธิ์ก็จะส่องประกายขึ้นด้วยความงดงาม ชวนให้นึกถึงอัญมณีล้ำค่าที่ธรรมชาติบันดาลมาประดับสวนไทยให้สวยสดใส 


เรื่องเล่าของดอกไม้แห่งปัญญา 

ในตำนานที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล บรรพบุรุษของเราเชื่อว่าดอกเข็มไม่เพียงแต่เป็นดอกไม้ที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น "ดอกไม้แห่งปัญญา" ที่สามารถเสริมสร้างสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดแก่ผู้ที่เคารพบูชา เล่ากันว่า ในสมัยโบราณ นักปราชญ์มักจะปลูกดอกเข็มไว้รอบ ๆ สถานที่ศึกษา เพราะเชื่อว่าสีแดงแสดของดอกเข็มเปรียบเสมือนแสงแห่งปัญญาที่ส่องสว่างในความมืดมิด ช่วยให้จิตใจผ่องใสและความคิดไหลลื่น


ความเชื่อในการเรียนรู้ 

คนไทยโบราณเชื่อว่า หากเด็กนักเรียนได้นั่งอ่านหนังสือใต้ร่มเงาของต้นเข็มที่กำลังออกดอกบาน จิตใจจะสงบนิ่ง ความจำจะแม่นยำ และสามารถรับรู้บทเรียนได้อย่างลึกซึ้ง บางครั้งครูอาจารย์จะให้ลูกศิษย์ถือดอกเข็มไปด้วยเวลาสอบ เพื่อให้ปัญญาเฉียบแหลมและตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง 


ดอกไม้แห่งความรักอันแน่นแฟ้น 

นอกจากจะเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญาแล้ว ดอกเข็มยังเป็นที่รู้จักในฐานะ "ดอกไม้แห่งความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลง" เพราะดอกเข็มสามารถคงความสดใสและไม่เหี่ยวแห้งได้นานกว่าดอกไม้อื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ คู่รักในสมัยก่อนจึงมักใช้ดอกเข็มเป็นของขวัญแทนใจ เพื่อสื่อความหมายว่าความรักของพวกเขาจะคงอยู่ดุจดังดอกเข็มที่ไม่เสื่อมคลาย แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด 



เกราะป้องกันแห่งพิทักษ์คุ้มครอง

ในความเชื่อที่ลึกซึ้งของบรรพบุรุษ ดอกเข็มถือเป็น "ดอกไม้นักรบ" ที่มีพลังอำนาจในการขับไล่สิ่งชั่วร้าย คนไทยจึงนิยมปลูกต้นเข็มเป็นแนวรั้วธรรมชาติรอบบ้าน เชื่อว่าจะเป็นเสมือนกำแพงแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องครอบครัวจากอันตรายทั้งปวง สีแดงเข้มของดอกเข็มเปรียบเสมือนไฟศักดิ์สิทธิ์ที่เผาผลาญความทุกข์โศกและสิ่งอัปมงคลให้หมดสิ้น ทำให้บ้านเรือนมีแต่ความเป็นสิริมงคล 


สัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง 

เมื่อดอกเข็มเบ่งบานเป็นช่อใหญ่สีแดงสด คนไทยเชื่อว่าเป็นลางดีที่บ้านนั้นจะได้รับความเจริญรุ่งเรือง ทรัพย์สินจะไหลมาเทมา และความสำเร็จจะติดตามมาดุจน้ำไหลเวียนไม่ขาดสาย ด้วยเหตุนี้ พ่อค้าและนักธุรกิจในสมัยก่อนจึงมักจะปลูกดอกเข็มไว้หน้าร้าน เพื่อเรียกเอาโชคลาภและลูกค้าให้มาเยือนร้านค้าของตนอย่างไม่ขาดสาย 


ผู้สืบทอดธรรมเนียมประเพณี 

ในงานบุญงานประเพณีไทย ดอกเข็มได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อที่สำคัญ นางรำไทยมักจะประดับดอกเข็มบนผมเพื่อเพิ่มความสวยงาม ขณะที่ในพิธีมงคลสมรส ดอกเข็มจะถูกสานเป็นมาลัยเพื่อให้พรแก่คู่บ่าวสาว นอกจากนี้ ในการทำพิธีถวายพระ ดอกเข็มยังเป็นหนึ่งในดอกไม้ที่ได้รับการยกย่องสูงสุด เพราะสีสันสดใสและความหอมอ่อนๆ ที่ชวนให้จิตใจสงบร่มเย็น


มรดกแห่งความเชื่อในยุคปัจจุบัน 

แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ดอกเข็มยังคงเป็นดอกไม้ที่คนไทยให้ความเคารพและนับถือ ไม่เพียงแต่เพราะความงดงามที่เห็นได้ด้วยตา แต่ยังเพราะความหมายลึกซึ้งที่สั่งสมมาตั้งแต่บรรพกาล 

วันนี้ เมื่อเราได้เดินผ่านดอกเข็มที่กำลังเบ่งบานอย่างสวยงาม จงหยุดแวะชื่นชมและระลึกถึงคุณค่าอันลึกล้ำที่บรรพบุรุษได้ฝากฟ้าไว้ เพราะในดอกไม้เล็ก ๆ นี้ ได้บรรจุไว้ซึ่งปัญญา ความรัก การปกป้อง และความเจริญรุ่งเรือง ที่เป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดของชีวิต 

ดอกเข็มจึงไม่เพียงแค่เป็นไม้ดอกไม้ประดับ แต่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงใจเราไปสู่รากเหง้าแห่งภูมิปัญญาไทย และเป็นเครื่องเตือนใจให้เราระลึกถึงความงดงามของชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและความเชื่อที่ดีงาม

เรียบเรียงข้อมูลโดย นวจันทร์