รักแฝงใจจะกี่ชาติก็ยังรักเธอ บทที่ 2
วันนั้นก่อนเวลาเลิกงานเล็กน้อย โอมลงไปหาน้ำผึ้งที่ห้องทำงาน ของหญิงสาว สร้างความแปลกใจให้เพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นอย่างมาก น้ำผึ้งไม่ได้ตื่นเต้นหรือเตรียมตัวต้อนรับเขาเป็นพิเศษ เธอถามเขาว่า
“ผู้จัดการรีบหรือเปล่าคะ?”
“ไม่ครับ เชิญตามสบาย”
“ผึ้งกำลังทำงานติดพัน อีกสัก…ประมาณครึ่งชั่วโมงคงเสร็จ…”
“ผมจะรอ”
ในเมื่อเขายืนยันว่าจะรอ น้ำผึ้งก็ไม่อยากพูดอะไรให้เขารู้สึกว่าถูกขับไล่อีก เธอทำงานของเธอไปเรื่อย ๆ ส่วนเขาก็หันไปสนทนากับเพื่อน ๆ ของเธอ เรื่องที่คุยกันส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องงาน แต่มีอยู่คนหนึ่งค่อนข้างกล้าจึงถามเขาว่า
“เมื่อไรผู้จัดการจะแต่งงานคะ?”
เขาหัวเราะเหมือนเจอคำถามถูกใจ ตอบทีเล่นทีจริงว่า
“ถ้าว่าที่เจ้าสาวของผมตอบตกลงเมื่อไร ก็คงได้แจกการ์ดเมื่อนั้นแหละครับ”
มีเสียงพูดกระเซ้าเย้าแหย่จากลูกจ้าง และโต้ตอบกันอย่างสนุกสนาน
ทั้งที่ไม่ได้หันไปมองแต่น้ำผึ้งก็รู้ว่าโอมหมายถึงใคร ทั้งที่พยายามวางเฉยแต่หน้าก็ร้อนผ่าวตามประสาหญิงที่ถูกชายหนุ่มเกี้ยว
เพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ กลับไปกันหมดแล้ว คงเหลือแต่น้ำผึ้งกับโอม น้ำผึ้งเร่งทำงานของเธอให้เสร็จ ส่วนโอมนั่งมองเธอเงียบอยู่
“คุณเลิกเย็นอย่างนี้ประจำหรือครับ?” อยู่ ๆ เขาก็ถามขึ้น
น้ำผึ้งเหลือบมองเขานิดหนึ่งก่อนจะตอบเรื่อย ๆ ว่า
“ก็ไม่เชิงค่ะ ถ้าวันไหนมีงานติดพันก็จะนั่งทำไปเรื่อย ๆ ถ้าทำให้เสร็จในวันนั้นได้ก็จะรู้สึกดีมาก วันรุ่งขึ้นก็จะได้เริ่มงานใหม่”
“ถ้าพนักงานทุกคนในบริษัทขยัน และรับผิดชอบงานดีเหมือนคุณ บริษัทคงเจริญก้าวหน้า พัฒนาไปไกลและเร็วกว่านี้” เขาชมและให้กำลังใจไปพร้อมกัน ทว่าคำตอบ ที่ได้รับกลับมา ทำให้เขาอึ้งจนเกือบจะจนมุม
“นายจ้างก็มักจะคิดกับลูกจ้างอย่างนี้เสมอแหละค่ะ”
โอมเคยภูมิใจว่าคำพูดของเขาทำนองนี้ เป็นดั่งน้ำฝนต้นฤดูที่โปรยลงสู่ต้นไม้ใบหญ้า กระตุ้นให้เกิดการแตกหน่อแตกยอด เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่รากและลำต้น ทว่าคนมีเชาว์อย่างโอมรู้นัยความหมายนั้นดีว่า น้ำผึ้งจะบอกเขาว่าถ้าเขาคิดกับเธอเฉกเช่นนายจ้างคิดกับลูกจ้าง คำพูดของเขาถือว่าถูกต้อง แต่ถ้าเขาคิดจะยกย่องเธอมากกว่านั้น นอกจากชมเรื่องงานแล้วเขาจะต้องรู้จักวิธีช่วยขจัดส่วนที่เกินและเติมเต็มในส่วนที่ขาดให้กับเธอได้
โอมรู้สึกทึ่งเหมือนค้นพบอะไรบางอย่าง นึกในใจว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว น้ำผึ้งไม่ใช่ผู้หญิงสวยเลิศเลอ เธอก็เหมือนผู้หญิงทำงานทั่วไป แต่เธอฉลาดกว่าที่เขาคิดไว้มาก บางทีเขาอาจเจอเพชรแท้แล้วก็เป็นได้
“ถ้าคุณผึ้งให้โอกาสผม เราคงมีเวลาทำความรู้จักกันมากกว่านี้”
เขายังไม่ยอมจนมุมง่าย ๆ
น้ำผึ้งมองชายหนุ่มเต็มตา เธอฉลาดพอที่จะไม่ตอบให้ความหวัง หรือตัดบทเสียทีเดียว แต่พูดเลี่ยงไปว่า
“ผึ้งขอเวลาไปทำธุระส่วนตัวสักครู่นะคะ”
“เชิญครับ”
น้ำผึ้งเก็บงานเสร็จแล้วก็หยิบกระเป๋าถือเดินออกไปที่ห้องน้ำ
ถ้าโอมไม่ใช่คนฉลาดก็คงแปลความหมายไม่ออก น้ำผึ้งไม่ตอบรับในทันที แต่ก็ไม่ปฏิเสธคำเสนอของเขา ทว่าเธอขอเวลาดูใจกันมากกว่านี้ โดยไม่ต้องมีใครมากำหนดว่า เมื่อไรจึงจะถึงเวลาอันสมควร นั่นหมายความว่าถ้าเธอแน่ใจ เธอจะเป็นฝ่ายตอบตกลงเอง
ผู้หญิงอะไรฉลาดชะมัด ไม่ยอมตกเป็นรองทั้งที่เป็นรองอยู่ทุกขุม
พอไปถึงศูนย์การค้าโอมก็พาหญิงสาวไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารในศูนย์การค้าเป็นอันดับแรก
เพราะเข้าใจว่าเธออาจจะหิวหลังจากทำงานช่วงบ่ายมาครึ่งวัน จากการไปเที่ยวด้วยกันตามลำพังเป็นครั้งแรก ทำให้น้ำผึ้งรู้สึกประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษของโอมค่อนข้างมาก โอมเป็นคนมีรสนิยม ดูได้จากการเลือกซื้อของใช้ส่วนตัว เขาไม่เน้นยี่ห้อดังแต่เน้นยี่ห้อที่มีคุณภาพ เขาไม่ชอบของฉาบฉวย ในขณะที่น้ำผึ้งรี่เข้าใส่เพราะราคาถูกและสบายใจที่จะซื้อ แต่มากับคนกระเป๋าหนัก เธอจึงได้ของดีราคาแพงติดไม้ติดมือกลับบ้านหลายชิ้น หญิงสาวตอบแทนเขาด้วยการเลือกเนคไทที่ถูกใจเธอให้เขาหนึ่งเส้น
ออกจากศูนย์การค้าโอมก็พาหญิงสาวไปส่งที่บ้าน กว่าจะถึงบ้านก็ห้าทุ่ม
โอมจอดรถไว้ข้างประตูรั้วไม้ระแนงสีขาว เขาไม่ได้ดับเครื่องรถยนต์แต่พูดเป็นเชิงมีเลศนัยว่า
“ปกติผมต้องดื่มกาแฟก่อนนอน ถ้าไม่อย่างนั้นจะนอนไม่หลับ ป่านนี้แม่บ้านคงเข้านอนกันหมดแล้ว ไม่ทราบว่าคุณผึ้งพอจะอนุเคราะห์กาแฟร้อนให้ผมสักถ้วยได้ไหมครับ?”
น้ำผึ้งยิ้มอย่างรู้ทัน แต่ที่นึกไม่ถึงคือไม่รู้ว่าเขาจะรุกเร็วขนาดนี้ ทั้งที่เพิ่งจะมาส่งเธอที่บ้านเป็นครั้งแรก แถมเป็นเวลาดึกมากแล้ว เขายังมีแก่ใจจะขอเข้าบ้านโดยอ้างเรื่องกาแฟบังหน้า
“เอาไว้โอกาสหน้านะคะ วันนี้มันดึกแล้ว อีกอย่างป่านนี้น้ารีคงนอนแล้ว น้ำร้อนน้ำชาอะไรน้ารีก็คงเก็บหมดแล้ว”
“น้ารี?” เขาแสร้งถ่วงเวลาอยากอยู่ใกล้เธอนาน ๆ
“น้ากินรีค่ะ ผึ้งเรียกเธอว่าน้ารี เอาไว้วันหลังจะแนะนำให้รู้จักนะคะ ขอบคุณค่ะที่มาส่ง ขับรถกลับดี ๆ นะคะ” น้ำผึ้งเปิดประตูจะลงจากรถ แต่โอมเอื้อมมือมาแตะแขนเธอไว้เพียงเบา ๆ หญิงสาวก็ชะงัก
“พรุ่งนี้เช้าผมขอมาดื่มกาแฟที่บ้านคุณนะครับ” เขาต่อรอง
น้ำผึ้งนึกขันคนไม่ยอมแพ้ พูดทิ้งท้ายก่อนจะลงจากรถว่า
“ถ้าขยันตื่นเช้าก็เชิญสิคะ”
โอมยิ้มรื่น ใจชื้นพอจะมีหวังขึ้นมาบ้าง รอจนหญิงสาวเปิดประตูรั้วเข้าบ้าน เขาจึงโบกมือลาแล้วขับรถออกไป
น้ำผึ้งมีลูกกุญแจสำรองหนึ่งชุด ไม่ว่ากลับบ้านดึกแค่ไหนก็ไม่ต้องเรียกกินรีมาเปิดประตู ปกติกินรีจะเข้าห้องพระสวดมนต์หลังละครหลังข่าวภาคค่ำจบ แล้วก็จะเข้านอนเลย ซึ่งก็อาจจะเป็นเวลาเที่ยงคืน หรือมากกว่านั้นถ้าวันไหนกินรีนั่งสมาธิ
ตอนนี้เพิ่งห้าทุ่มกว่ากินรีอาจจะยังอยู่ในห้องพระ แต่น้ำผึ้งอ้างกับโอมว่ากินรีนอนแล้ว เพราะเกรงความไม่เหมาะสมต่าง ๆ
น้ำผึ้งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอน แล้วเสียบปลั๊กชาร์จไฟแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือไว้ จะขึ้นเตียงนอนแต่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอจึงหันกลับไปรับสาย นึกในใจว่าต้องเป็นโอมโทร.มาแน่ ๆ แต่ผิดคาด…
ใบหน้าระบายยิ้มของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นงวยงงเมื่อคนที่โทร.มาพูดว่า
“สวัสดีครับ ผมก้องภพครับ”
“อะ…อะ…เอ่อ…” น้ำผึ้งติดอ่างเพราะยังตั้งสติไม่ทัน
“ขอโทษครับ โทร.หาผมไม่ทราบมีธุระอะไรครับ?”
“ผึ้งเปล่าโทร.หาคุณนะคะ” น้ำผึ้งเถียง หลังจากแน่ใจว่าเสียงที่โทร.มากับการอ้างชื่อของเขาจะต้องเป็นก้องภพ ศตคุณ ชายหนุ่มสมบูรณ์แบบที่มีคู่หมั้นสาวสุดสวยอย่างแน่นอน
“…” เงียบไปสักครู่ ก็มีคำถามตามมาว่า “ผึ้ง…ผึ้งไหนครับ?”
“ก็จะผึ้งไหนล่ะคะ…น้ำผึ้งที่ทำงานอยู่ที่เดียวกับคุณน่ะสิคะ” น้ำผึ้งโมโห นึกในใจว่าตัวเองเป็นคนโทร.มาหาเขาแล้วยังมาทำไก๋อีก
“คุณผึ้ง !” เสียงก้องภพค่อนข้างแปลกใจ ตั้งสติอยู่สักพักเสียงเขาก็เปลี่ยนเป็นงานเป็นการขึ้น “คุณผึ้งโทร.หาผมไม่ทราบมีธุระอะไรหรือครับ?”
น้ำผึ้งอยากจะกรี๊ดดัง ๆ
“ผึ้งบอกว่าผึ้งไม่ได้โทร.หาคุณ คุณไม่ได้ยินหรือคะ?...ว่าแต่คุณก้องภพเถอะค่ะโทร.หาผึ้งทำไม?”
“ผมไม่ได้โทร.หาคุณผึ้งนะครับ ผมกำลังทำงานอยู่ พอมีเสียงโทรศัพท์ดังผมก็รับสาย ไม่นึกว่าจะเป็นคุณผึ้งด้วยซ้ำ”
“อ้าว” เป็นอย่างนั้นไป น้ำผึ้งงงจนพูดอะไรไม่ถูก
“เอ๊ะ ทำไมเป็นแบบนี้” เสียงก้องภพบ่นหงุดหงิด
“สงสัยสัญญาณคงมั่วมั้งคะ” น้ำผึ้งพูดอุบอิบ ทว่าในใจเริ่มหวาดหวั่น
“คงจะเป็นอย่างนั้น” เขาคล้อยตาม “ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนแล้วนะครับ ขอโทษด้วยที่ทำให้คุณผึ้งเสียเวลา ราตรีสวัสดิ์ครับ”
แล้วเขาก็วางสายไป แต่น้ำผึ้งยังยืนงงอยู่กับที่ วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ…
เริ่มตั้งแต่เช้าเจอก้องภพที่หน้าลิฟต์โดยบังเอิญทั้งที่ปกติไม่เคยเจอกัน
ครั้งที่สองที่ร้านอาหารบ้านสวน เจอเขาไปรับประทานอาหารกลางวันกับคู่หมั้น ตอนที่รู้ว่าเขามีคู่หมั้น ในใจเธอก็รู้สึกปลาบแปลบ
ครั้งที่สามตอนบ่ายหลังกลับจากร้านอาหารบ้านสวน อยู่ ๆ เธอก็คิดถึงเขาจับจิตจับใจ
ครั้งที่สี่พบเขาโดยบังเอิญที่ห้องเครื่องดื่ม
ครั้งที่ห้าบังเอิญสัญญาณโทรศัพท์มั่วจนเขาและเธอต้องสื่อสารกัน ด้วยความเข้าใจผิด
และวันนี้เธอก็รู้สึกเลื่อนลอยทั้งวัน จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาเสียเลย ความรู้สึกต่าง ๆ ที่ประเดประดังเข้ามา น้ำผึ้งรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกของเธอ
แล้วมันเป็นอะไรกันแน่?
คืนนั้นน้ำผึ้งนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืน ในใจมีแต่ความพะวงสงสัย อาการแทรกซ้อนอย่างอื่นนอกเหนือจากความกังวลก็คือ…เธอคิดถึงก้องภพทั้งคืน!
ตอนเช้าน้ำผึ้งตื่นด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง ต้องฝืนใจลุกเข้าห้องน้ำ ปกติจะต้องผลัดผ้าก่อนเข้าห้องน้ำ แต่วันนี้เธอเข้าห้องน้ำทั้งชุดนอน เปิดก๊อกน้ำที่อ่างล้างหน้า ประครองฝ่ามือรองน้ำแล้วลูบหน้าตัวเองแรง ๆ แต่ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
“บ้าชะมัด นอนคิดถึงอีตานั่นทั้งคืน แถมยังอยากแล่นไปหาเขาอีก นี่เธอเป็นอะไรไปน้ำผึ้ง ประสาทกลับหรือไง โอ๊ย อยากจะบ้าตาย !”
น้ำผึ้งดึงผมตัวเองอยู่หน้ากระจก ครั้นเห็นเงาตัวเองในกระจกก็แลบลิ้นใส่ นึกในใจว่าช่างไม่ต่างอะไรกับคนบ้าจริง ๆ เลย
ด้วยเวลามีจำกัด น้ำผึ้งจึงต้องหยุดความคิดสับสนไว้แต่เพียงแค่นั้น นึกปลงว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นคงเป็นแค่ความบังเอิญ
“ใช่ มันเป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้น คงไม่มีอะไรหรอก” น้ำผึ้งตอกย้ำความคิดของตัวเอง “เมื่อวานฉันอาจจะรู้สึกแย่ แต่วันนี้จะต้องดีกว่าเมื่อวานแน่นอน”
หญิงสาวให้กำลังใจตัวเองแล้วอาบน้ำเตรียมตัวไปทำงาน
ที่หน้าบ้าน…
โอมขับรถไปจอดเทียบข้างรั้วไม้ระแนงสีขาว ลงจากรถพร้อมถือช่อดอกกุหลาบสีแดงกับกระเช้านมสดเดินไปที่หน้าประตูรั้ว…
ผู้หญิงผมมวยผิวขาวผ่อง รูปร่างสันทัด ใบหน้าอิ่มเอิบขาวนวล เครื่องหน้าเหมือนวาด ไม่ว่าจะเป็นปาก คอ คิ้ว คาง นัยน์ตา มองเห็นขอบเส้นเด่นชัด อายุประมาณ 26 -27 ปี เธอแต่งกายด้วยเสื้อถักลายดอกสีขาวครีมกับกระโปรงสีขาวติดลูกไม้เป็นชั้น ๆ ท่อนแขนที่โผล่พ้นขอบแขนเสื้อเรียบเนียน เรียวกลมกลึงดั่งใครเสกสรรปั้นแต่ง ยิ่งพิศก็ยิ่งงามเหมือนนางในวรรณคดี แต่จะเรื่องอะไรโอมไม่รู้ รู้แต่ว่าเธองามเหมือนวาด
กิริยาที่เธอนบนอบต่อพระสงฆ์หลังจากใส่บาตรแล้วดูน่ายกย่อง จนชายหนุ่ม หัวนอกพลอยรู้สึกปลาบปลื้มไปด้วย นึกชมอยู่ในใจว่าเด็กสมัยนี้ยังมีแก่ใจตื่นเช้ามาทำบุญตักบาตร การวางตัวของเธอดูเป็นผู้ใหญ่น่านับถือ สงสัยพ่อแม่คงอบรมมาดี สมัยนี้หากุลสตรีอย่างนี้ได้ยากนัก
โอมเกิดความคิดขึ้นมาว่า เห็นทีจะต้องบอกให้คุณลุงทำบุญบริษัทสักครั้งเพื่อความเป็นสิริมงคล
ผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นยืนหลังจากที่พระสงฆ์ไปแล้ว เธอหันมามองโอม ครั้นได้สบตาเธอตรง ๆ โดมถึงกับอึ้งเหมือนถูกมนต์สะกด เขาเดินไปหาเธอเหมือนถูกดึงดูด
“เอ่อ ผมมาหาคุณผึ้งครับ” เขาพูดพลางมองหน้าสวยใสไม่วางตา
เธอพยักหน้ารับ หันไปมองชั้นบนของตัวบ้าน ก่อนจะหันกลับมาตอบเสียงใสเป็นกังวานว่า
“เชิญไปรอข้างในค่ะ ผึ้งคงกำลังแต่งตัว”
หญิงสาวยกถาดที่มีขันข้าววางอยู่เดินนำเข้าไปในบ้าน โอมเดินตามไปพลางคิดว่าเธอคงเป็นพี่สาวของน้ำผึ้ง เพราะดูใบหน้าละม้ายคล้ายกัน แต่น้ำผึ้งผิวเข้มกว่าพี่สาวเล็กน้อย
ถึงห้องรับแขกเธอก็บอกให้เขารออยู่ที่นั่นก่อน
“เชิญคุณนั่งรอที่นี่ก่อนนะคะ ดิฉันจะเอาของไปเก็บในครัว”
“ครับ” โอมว่าง่ายแล้วมองหาใครบางคน
หญิงสาวนำของเข้าไปเก็บในครัวแล้วกลับออกมาพร้อมกับน้ำเย็น
“เชิญดื่มน้ำก่อนค่ะ เดี๋ยวผึ้งคงจะลงมา ดิฉันขอตัวไปทำธุระในครัวก่อนนะคะ เชิญคุณตามสบาย” พูดแล้วเธอก็ทำท่าจะผละไป แต่ชายหนุ่มทักขึ้นก่อนว่า
“เอ่อ แล้วน้ารีล่ะครับ ผมมีของมาฝากน้ารีด้วยครับ”
“น้ารี…” เธอพูดยังไม่ทันจบเขาก็พูดสวนขึ้นว่า
“ถ้างั้นฝากให้น้ารีด้วยนะครับ” โดมยื่นกระเช้าของฝากให้หญิงสาว คิดว่าเดี๋ยวเธอคงนำไปให้น้ารีเอง
หญิงสาวรับกระเช้าไปถือไว้
“ขอบคุณค่ะ”
โอมคิดว่าเธอคงขอบคุณตามมรรยาทแทนน้ารี เขาจึงยิ้มรับ
พอหญิงสาวคล้อยหลังเข้าไปในครัว โอมก็ถือโอกาสเดินดูรอบ ๆ บ้าน เขาเดินดูในห้องรับแขกก่อน ซึ่งก็ไม่มีอะไรมาก บ้านนี้สมถะจริง ๆ ตัวห้องทาสีครีม หน้าต่างติดผ้าม่านลูกไม้สีขาวแบบเรียบง่ายแต่เก๋ ภายในห้องก็มีเพียงโทรทัศน์หนึ่งเครื่อง เครื่องเล่นซีดี พัดลมแบบโบราณ วิทยุลำโพงคู่ กับชั้นหนังสือและชุดรับแขกเท่านั้นเอง ทุกอย่างจัดเข้าชิดข้างฝาอย่างเป็นระเบียบและสะอาดสะอ้าน ถัดจากห้องรับแขกเป็นระเบียง ระหว่างตัวห้อง กับระเบียงคั่นด้วยประตูบานพับ ดูอบอุ่นแบบโบราณ
ชายหนุ่มถือช่อดอกไม้ติดมือเดินออกไปที่ระเบียง ถัดจากระเบียงเป็นสวนหย่อมเล็ก ๆ ริมรั้วด้านข้างมีต้นมะม่วงอยู่สองต้น บรรยากาศสงบร่มรื่นเพลินตาเพลินใจ ทั้งที่สนามหญ้าหน้าบ้านก็มีอยู่นิดเดียว เทียบไม่ได้เลยกับสนามหญ้าหน้าคฤหาสน์ของคุณลุงของเขา ทว่าชายหนุ่มกลับรู้สึกว่าที่นี่น่าอยู่กว่าคฤหาสน์ของคุณลุงมากนัก
ความเป็นไทยของบ้านน้อยหลังนี้ ทำให้โอมคิดถึงบ้านสวนของคุณพ่อคุณแม่ที่ต่างจังหวัด นานหลายเดือนแล้วที่เขาไม่ได้กลับไปเยี่ยมท่าน คิดเอาไว้ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์นี้จะกลับไปเยี่ยมท่านสักที แล้วก็มาดหมายไว้อีกอย่างว่าจะชวนน้ำผึ้งไปด้วย จะได้ถือโอกาสแนะนำให้คุณพ่อกับคุณแม่รู้จักเธอด้วย
ได้การล่ะ !
โอมดีนิ้วเปาะ เป็นจังหวะเดียวกับที่น้ำผึ้งเดินออกมาที่ระเบียงพอดี
“รอนานไหมคะ?” เธอทักทายเป็นกันเองกับเขา
โอมหันไปด้านหลัง เพียงเห็นใบหน้าสดใสของน้ำผึ้ง ชายหนุ่มก็ถึงกับอึ้ง เขายิ้มพลางยื่นช่อดอกไม้ให้เธอ
“ไม่นานครับ ดอกไม้สำหรับคุณครับ”
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวรับช่อดอกไม้มาถือไว้อย่างเคอะเขิน พูดไม่เต็มเสียงว่า “ถ้าไม่นับตอนรับปริญญา นี่เป็นช่อดอกไม้ช่อแรกในชีวิตของผึ้งเลยนะคะ”
“รู้สึกเป็นเกียรติมากครับ” โอมรู้สึกภูมิใจ “ถ้าคุณชอบผมจะซื้อให้ทุกวัน”
“อย่าลำบากเลยค่ะ สิ้นเปลืองเงินเปล่า ๆ”
“ถ้างั้น…” ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้หญิงสาว แต่ไม่ได้ล่วงเกินพูดเสียงทุ้มว่า “ผมขอปลูกต้นรักสักต้นได้ไหมครับ?”
น้ำผึ้งเงยหน้ามองสบนัยน์ตาเป็นประกายของชายหนุ่ม ก่อนจะเสมองไปรอบ ๆ สนาม พูดเสียงเบาว่า
“จะปลูกไว้ที่ไหนล่ะคะ สนามบ้านผึ้งเล็กนิดเดียวเอง”
“ปลูกไว้ในกลางใจคุณ” เขาพูดเสียงต่ำทว่าหนักแน่น นัยน์ตาคมเข้มจรัสเจิดจ้าขณะมองลึกเข้าไปในดวงตายาวรีสดใสวาววาม
หญิงสาวยิ้มพลางส่ายหน้า ติงอย่างขัดเขินว่า
“เร็วไปค่ะ”
“วันหยุดนี้ไปเที่ยวบ้านสวนกับผมนะครับ” เขาชวนดื้อ ๆ
“ที่ไหนคะ?” น้ำผึ้งยังไม่แน่ใจ
“จันทบุรี”
“อืม…ไม่ไกลเท่าไร”
“ชวนน้ารีกับพี่สาวของคุณไปด้วยก็ได้” โอมใจกว้าง
“ชวนใครนะคะ?” น้ำผึ้งถามย้ำ
“ก็ชวนน้ารีกับพี่สาวของคุณไงครับ ถ้าพาคนใดคนหนึ่งไปอีกคนก็ต้องเหงาอยู่กับบ้าน ชวนไปทั้งสองคนเลยจะได้ถือโอกาสไปพักผ่อนกันทั้งครอบครัว รถผมนั่งได้สบาย แต่คงใส่ของกลับมาไม่หมด กะว่าจะเปลี่ยนเป็นรถแวนดีกว่า…ว่าแต่น้ารียังไม่ตื่นหรือครับ ตั้งแต่มาผมยังไม่ได้กราบท่านเลย”
“อ้าว ก็เมื่อกี้น้ารีบอกว่า….” น้ำผึ้งพูดไม่จบก็ชะงักเพราะนึกอะไรขึ้นมาได้ ฟังจากที่น้ารีกับโอมเล่าก็พอจะประติดประต่อเรื่องได้
หญิงสาวหัวเราะคิกอย่างกลั้นไม่อยู่ พูดกลั้วหัวเราะว่า
“นี่คุณคิดว่าน้ารีเป็น…” น้ำผึ้งหัวเราะขึ้นมาอีก
“โอ คุณพระช่วย” โอมยกมือตบหน้าผากตัวเอง รู้สึกขายหน้าที่ปล่อยไก่ไปตัวเบ้อเร่อ โธ่ ใครจะไปนึกว่าน้ารีจะสาวขนาดนั้น “นี่ผมเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า?” เขาถามลอย ๆ รู้สึกอายความเปิ่นของตัวเอง
“ใช่ค่ะ คุณคงเข้าใจอะไรผิดบางอย่าง ผึ้งเป็นลูกคนเดียวค่ะ ไม่มีพี่สาวหรือน้องสาว แล้วคนที่คุณพบเมื่อเช้าก็คือน้ารี” น้ำผึ้งอธิบายอย่างนึกขัน
“ทำไมคุณไม่บอกผมก่อน ใครจะไปรู้ล่ะว่าน้าหลานจะวัยไล่เลี่ยกันขนาดนี้” โอมนึกโมโหตัวเอง ที่ไม่ถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามของคนที่สนทนาด้วยให้แน่ชัดเสียก่อน ถึงต้องขายหน้าห้าแต้มอย่างนี้
“อืม…ถึงผึ้งกับน้ารีจะอายุห่างกันไม่มาก แต่ก็คงไม่ถึงกับไล่เลี่ยกันหรอกค่ะ ขอโทษนะคะ ผู้จัดการอายุเท่าไรคะ?”
“สามสิบสาม”
“น้ารีสามสิบหก”
“พูดเป็นเล่นไป”
“จริง ๆ”
“ไม่อยากจะเชื่อ ผมเดาผิดไปเยอะเลย ผมนึกว่าเธออายุแค่ยี่สิบหกถึงยี่สิบเจ็ดเท่านั้นเอง”
“ไปบอกให้น้ารีดีใจเล่นดีกว่า” พูดแล้วน้ำผึ้งก็ทำท่าจะผละไปแต่ชายหนุ่มเอื้อมมือไปจับต้นแขนเธอรั้งไว้ทัน
“ขอร้องล่ะ เท่านี้ผมก็อายเธอจะแย่อยู่แล้ว” เขาวิงวอน
น้ำผึ้งหัวเราะคิก
“ก็ได้ค่ะ แต่ผู้จัดการต้องแก้ตัวเอาเองนะคะ”
“โอ.เค.ผมจัดการเอง แต่เลิกเรียกผมว่าผู้จัดการเสียทีได้ไหม?” ตอนท้ายน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย
“อ้าว แล้วจะให้เรียกว่าอะไรล่ะคะ?” น้ำผึ้งตั้งหลักไม่ทัน
เขายิ้มกริ่มแล้วพูดเสียงนุ่มว่า
“พี่โอม”
“อื๋อ ขืนไปเรียกพี่โอมต่อหน้าคนอื่นที่บริษัท มีหวังเพื่อน ๆ ล้อตายเลย”
“เรียกพี่โอมน่ะดีแล้ว จะได้ฟังดูสนิทสนมกันหน่อย” เขายืนยัน
“พบกันครึ่งทาง เรียกคุณโอมก็แล้วกันนะคะ ตกลงไหม?”
แม้จะไม่อยากตกลงแต่โอมก็ไม่อยากขัดใจเธอ
“ก็ได้…แล้วเรื่องไปเที่ยวบ้านสวนว่าไง?”
“ขอปรึกษากับน้ารีดูก่อนค่ะ”
ได้ยินชื่อน้ารีทีไรโอมสะดุ้งอยู่ในใจทุกที
คนเราทำผิดนั้นไม่ยาก แต่มันยากตอนจะแก้ตัวนี่แหละ เฮ้อ
















0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น