หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แดนตรีเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ บทที่ 9

บทที่ 9 ผู้ช่วยของแดนตรี


แดนตรีลืมตาขึ้นแต่ยังไม่ลุกจากที่นอน เขามองไปรอบห้องแลหาความคุ้นเคยทว่ากลับพบแต่ความว่างเปล่า ความจำค่อย ๆ หวนคืนมา สุดท้ายเขาจำได้ถูกยักษ์หมายจะจับกินเป็นอาหาร นึกได้เพียงเท่านี้เด็กชายก็ผุดลุกขึ้นนั่งพลางใจหาย หัวใจสั่นรัวเหงื่อชื้นขึ้นที่ใบหน้า ด้วยสัญชาตญาณของเด็กเขาร้องเรียกหาที่พึ่งทันที่

“พ่อ...พ่อครับ...แม่ครับ...แม่...” ครั้นเรียกหาแม่เด็กชายก็นึกขึ้นได้ว่าเขาเห็นยักษ์แปลงร่างเป็นแม่ ดังนั้นแม่จึงไม่อยู่ในข่ายที่จะพึ่งได้ในเวลานี้ แต่พอนึกถึงพ่อก็เกิดความระแวงขึ้นมาอีกว่าพ่อก็อาจจะไม่ใช่พ่อตัวจริงของเขาเหมือนกัน ความรันทดหดหู่คลี่คลุมหัวใจอันว้าเหว่จนอยากจะร้องไห้

เมื่อเทพตรัสวินก้าวเข้ามาในห้องเห็นเด็กชายนั่งน้ำตาคลออยู่บนเตียงอย่างโดดเดี่ยวพลันนึกสงสารเด็กน้อยจับจิต

ตอนแรกแดนตรีตกใจเพราะม่านน้ำตาทำให้มองเห็นไม่ชัดและในจิตหวาดหวั่นถึงแต่เรื่องยักษ์ พอจ้องดูอีกครั้งก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความดีใจจนเกือบจะกระโดดลงจากเตียง

“ท่านเทพตรัสวิน”
เด็กชายวิ่งไปหาเทพพิทักษ์ผู้ใจดีแล้วกอดแขนของเขาไว้แน่นพลางละล่ำละลักว่า

“ท่านเทพครับ ยักษ์...ยักษ์มันจะกินผมครับ”

เทพตรัสวินเห็นเด็กน้อยตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวจึงพูดปลอบว่า

“ใจเย็น ๆ แดนตรี เจ้าปลอดภัยแล้ว”

พอได้ยินคำยืนยันจากเทพพิทักษ์ว่าปลอดภัยแล้วแดนตรีค่อยรู้สึกดีขึ้นบ้างเล็กน้อย

“ท่านช่วยผมไว้อีกแล้ว” เด็กชายพึมพำเสียงเบาอย่างสำนึกในบุญคุณ

“เป็นหน้าที่ของเทพพิทักษ์ที่จะต้องช่วยเหลือคนดีทุกคน เจ้าเป็นเด็กดีแดนตรีเทวดาย่อมรักษาเจ้า” เทพพิทักษ์กล่าวชม

แดนตรียิ้มได้เพียงเล็กน้อยแล้วก็ทำหน้าเศร้าน้ำตาคลอขึ้นมาอีก

“ท่านเทพครับ พ่อกับแม่ของผม...” เด็กชายพูดเสียงเครือ แม้จะเศร้าโศกและคิดถึงพ่อกับแม่จับจิตจับใจแต่เขาก็ไม่ร้องไห้ฟูมฟาย แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการอดทนและอดกลั้นของเด็กที่มีสติมั่น

เทพตรัสวินวางมือใหญ่ที่มีถุงมือสีเงินหุ้มอยู่กระชับไหล่บอบบางของเด็กน้อยทั้งสองข้างพลางพูดจริงจังว่า
“เจ้าจงฟังข้านะแดนตรี ข้าเองที่เป็นผู้วางแผนพาตัวเจ้ามาที่นี่...”

“ฮ้า” แดนตรีคาดไม่ถึง

“อย่าเพิ่งขัดคอข้าสิ” เทพพิทักษ์ติง เขานึกอยากให้เด็กชายเข้าใจภาษาจิตเสียจริง จะได้ถ่ายทอดเรื่องราวได้รวดเร็วยิ่งขึ้นไม่ต้องมานึกเรียบเรียงคำพูดให้ยุ่งยาก “จำได้ไหมที่ข้าเคยบอกเจ้าว่าเจ้าต้องออกเดินทางไปดินแดนปริศนาโดยต้องนำกายหยาบของเจ้าไปด้วย เนื่องจากการเดินทางอาจต้องใช้เวลานานจนกายหยาบของเจ้าไม่สามารถอยู่รอโดยปราศจากจิตวิญญาณได้”

“จำได้ครับ”

“แล้วจำได้ไหมที่ข้าเคยบอกว่าข้าจะหาผู้ช่วยให้เจ้า”

“จำได้ครับ”

“ข้าหาผู้ช่วยให้เจ้าได้แล้ว”

“หรือครับ เขาอยู่ที่ไหนครับ”

“ข้าอยู่นี่” พลันยักษ์ที่เคยแปลงร่างเป็นแม่ของเขาก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหลัง แดนตรีถอยกรูดด้วยความตกใจกลัวก่อนจะวิ่งไปหมอบตัวสั่นอยู่ข้างเตียงอีกฟากหนึ่ง

เทพตรัสวินทำท่าเอือมระอา ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเด็กมนุษย์ถึงได้กลัวยักษ์โดยไม่มีสติ หรือว่าพวกเขาอาจจะฟังมนุษย์ผู้ใหญ่เล่าถึงแต่ยักษ์ที่น่ากลัวมากเกินไป ยักษ์นั้นใช่ว่าจะมีแต่ในโลกทิพย์ในโลกมนุษย์เองก็มียักษ์อยู่น้อยเสียเมื่อไร ที่เห็นและสัมผัสได้ก็ได้แก่มนุษย์ใจยักษ์นั่นอย่างไร

“แดนตรีออกมาเถอะน่า นี่คือโอฬาริกผู้ช่วยของเจ้า” เทพตรัสวินบอกเด็กชาย

แดนตรีเบิกตากว้างเหมือนฟังอะไรผิด

ยักษ์จะมาเป็นผู้ช่วยของเขา เป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเด็กชายค่อยโผล่ศีรษะขึ้นข้างขอบเตียงจนสามารถมองเห็นได้ถนัด ทว่าความกลัวก็มีมากเมื่อเห็นยักษ์ยืนแยกเขี้ยวหรือว่าจะยิ้มก็ไม่แน่ใจเขารีบผลุบศีรษะลงไปอีก แล้วค่อยโผล่หน้าขึ้นไปใหม่แต่เพียงแค่ระดับนัยน์ตามองเห็นเท่านั้น

“สวัสดีเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์” ยักษ์พูดทักทายเด็กชาย

“สะ...สะ...สวัสดีครับ” แดนตรีพูดเสียงสั่น

“ข้าชื่อโอฬาริกเป็นผู้ช่วยของท่าน” โอฬาริกแนะนำตัวพลางก้มศีรษะให้เด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์อย่างนอบน้อม

“ท่าน...ท่านแปลงร่างเป็นแม่ของผม” เด็กชายยังฝังใจและไม่ไว้ใจยักษ์

“ข้าทำตามบัญชาของท่านเทพพิทักษ์” โอฬาริกตอบอ่อนน้อม

“ใช่ ข้าสั่งให้เขาทำอย่างนั้น ส่วนข้าก็แปลงร่างเป็นพ่อของเจ้า” เทพตรัสวินเนรมิตกายเป็นรูปร่างของนายแพทย์สาธิตซึ่งเป็นพ่อของเด็กชายเพื่อให้เขาเข้าใจแล้วจึงคืนสู่ร่างเดิมอีกครั้ง

“ทำไม” คราวนี้แดนตรีลุกพรวดขึ้นยืนสีหน้าโกรธจัดเมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก ยักษ์ก็ยักษ์เถอะเวลาความโกรธมันแล่นขึ้นมาความกลัวก็หลบไป

“ข้าจำเป็นต้องทำอย่างนี้เพื่อไม่ให้ญาติของเจ้าสงสัย ส่วนพ่อกับแม่ของเจ้ายังสบายดีเหมือนเดิม” เทพพิทักษ์แถลงไข

แดนตรีครุ่นคิดแล้วพูดว่า

“ถ้าพ่อกับแม่โทร.ไปหาผมที่บ้านคุณปู่คุณย่าท่านก็ต้องรู้ว่าผมหายตัวไป”

“เรื่องนั้นเจ้าอย่าห่วงเลย ข้าได้สั่งผีเรือนในบ้านปู่กับย่าของเจ้าให้ช่วยแก้ปัญหาอยู่ทางโน้นเจ้าสบายใจได้”

แดนตรีโล่งอกและนึกทึ่งในความรอบคอบของเทพตรัสวิน เขาเพียงแค่นึกแต่เทพตรัสวินกล่าวตอบมาว่า

“ขอบใจ” แล้วเสริมว่า “นี่ถ้าเจ้าหมั่นฝึกฝนการใช้ภาษาจิตให้ชำนาญ เจ้าก็จะรู้อะไรมากขึ้นกว่าการใช้หูฟังเป็นหลายเท่า”

“ผมก็อยากจะทำได้เหมือนท่านแต่มันยากนี่ครับ” แดนตรีพูดไม่เต็มเสียง

“ไม่ยากหรอกเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ ถ้าท่านทำใจให้ว่างและรับฟังผู้อื่นให้มากขึ้นท่านก็จะเข้าใจความคิดของเขาได้” โอฬาริกชวนคุยเพื่อให้เด็กชายหายกลัว

“เหมือนที่มนุษย์อ่านความคิดของคนจากภาษาพูดและพฤติกรรมของเขาน่ะหรือครับ” เด็กชายเริ่มพูดกับยักษ์คล่องขึ้น

“ก็ทำนองนั้น แต่ภาษาจิตเราส่งกันอยู่ภายใน เราแค่นึกถึงใครและส่งความคิดไปถึงเขา ถ้าเป็นผู้มีญาณก็จะรู้ได้ทันทีว่าใครส่งกระแสจิตไปถึง ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีแต่สัญชาตญาณก็อาจรับรู้ได้เพียงเล็กน้อยไม่ถึงกับรู้ชัด อาจเป็นเพียงแค่นึกผ่านไปหรือนึกอยู่เหมือนกันแต่ติดต่อตอบโต้กันไม่ได้” เทพตรัสวินกล่าวเสริม
“ผมพอจะเข้าใจแล้วครับ” แดนตรีตอบฉะฉานและตั้งใจว่าจะฝึกสมาธิให้แน่วแน่จนสามารถส่งภาษาจิตกับเทพตรัสวินได้

“ความตั้งใจจะนำเจ้าไปสู่ความสำเร็จ ข้าขออวยพรให้เจ้าสมปรารถนา” เทพตรัสวินรับรู้ความคิดของเด็กชายผ่านกระแสจิต

“ขอบคุณครับ” แดนตรีเริ่มคุ้นเคยกับการอ่านภาษาจิตของเทพตรัสวิน แล้วเกิดสงสัยขึ้นมาว่า “แล้วที่นี่เป็นที่ไหนครับ ผมรู้สึกเหมือนอยู่ในปราสาทหินที่ไหนสักแห่ง”

“ในปราสาทของพ่อข้าเอง” โอฬาริกกล่าวอย่างภูมิใจ

“ปราสาทยักษ์...หมายความว่าที่นี่เป็นเมืองยักษ์หรือครับ” แดนตรีตื่นเต้น

“ถูกต้อง ที่นี่คือแดนอสุระ และที่เราอยู่นี้ก็คือปราสาทของเจ้าเมืองธัญคาม ซึ่งเป็นยักษ์ฝ่ายอหิงสาและเป็นยักษ์ที่มีศีลธรรม เพราะฉะนั้นเจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเบียดเบียนจากยักษ์เผ่านี้” เทพตรัสวินกล่าวเสริม

“แล้วผมเข้ามาในแดนอสุระได้อย่างไรครับ” เด็กชายยังไม่สิ้นสงสัย

“แดนอสุระเป็นแดนที่อยู่ใกล้กับโลกมนุษย์มากที่สุด ข้าพาเจ้าผ่านประตูมิติเข้ามา” เทพตรัสวินบอก

“เหลือเชื่อ นี่เราผ่านประตูมิติเข้ามาจริง ๆ หรือครับ” แดนตรีไม่อยากจะเชื่อว่าประตูมิติจะมีอยู่จริง
เทพตรัสวินพยักหน้า

“ที่นี่มีสิ่งเหลือเชื่ออีกมาก เอาไว้ข้าจะพาท่านไปชมให้หายสงสัย” โอฬาริกเอาใจเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์

“วิเศษ” แดนตรีเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมาบ้างแล้ว

“ข้าว่าเจ้าเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเถอะ เจ้าเมืองอยากจะเลี้ยงต้อนรับเราสักเล็กน้อย มื้อนี้เจ้าจะได้ลิ้มรสอาหารในแดนอสุระเป็นครั้งแรก” เทพตรัสวินบันดาลเสื้อผ้าขึ้นในมือแล้วยื่นให้เด็กชาย

แดนตรีรับเสื้อผ้าไปถือไว้พลางพึมพำอย่างหวาดหวั่นว่า

“อาหารยักษ์!”

อาหารยักษ์ที่แดนตรีนึกถึงล้วนเป็นอาหารดิบที่เคยเห็นยักษ์ในละครกินกัน ซึ่งก็หนีไม่พ้นเนื้อสัตว์ดิบหรือเนื้อมนุษย์ดิบเป็นหลัก แต่เมื่อเขาได้พบกับอาหารยักษ์บนโต๊ะใหญ่กลางห้องโถง เขากลับพบว่าอาหารทุกอย่างล้วนผ่านการปรุงสุกแล้วแม้แต่ซุปยังมีควันกรุ่นอยู่เลย

แดนตรีเดินดูอาหารบนโต๊ะด้วยความตื่นตาตื่นใจแกมระแวงโดยมีโอฬาริกคอยเดินตาม ในขณะที่เทพตรัสวินกับยักษ์ตนอื่นอีกประมาณสิบกว่าตนยื่นมองเขาเป็นจุดเดียวด้วยความขบขัน

อาหารที่เห็นส่วนใหญ่เป็นประเภทผักต่าง ๆ ปรุงผสมเนื้อสัตว์ นอกนั้นก็เป็นซุปเข้มข้น และที่สะดุดตาก็เห็นจะเป็นหมูย่างทั้งตัวที่ตั้งอยู่กลางโต๊ะ แต่ที่แดนตรีสนใจเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็นเค้กผลไม้สีสันน่ารับประทานเป็นที่สุด

“นี่อะไรครับ” แดนตรีชี้ที่จานอาหารประเภทผักชนิดหนึ่งซึ่งดูน่ากิน

“ผัดผักใส่เต้าหู้ถั่วเหลือง” โอฬาริกตอบ

เด็กชายพยักหน้าพอใจและคิดว่าเขาคงพอจะกินอาหารจานนี้ได้ อดถามต่อไปไม่ได้ว่า

“แล้วนี่ล่ะครับ”

“ไก่ป่ารมควันภูเขาไฟ”

อันนี้ก็พอไหว...เด็กชายนึกในใจ

โอฬาริกกลั้นหัวเราะ

แดนตรีเหลือบมองยักษ์ผู้ช่วย ไม่แน่ใจว่าเขานึกขันอะไร

“แล้วนี่ซุปอะไรครับ”

“ซุปเด็ก”

แดนตรีสะดุ้งโหยง

โอฬาริกระเบิดเสียงหัวเราะเพราะทนไม่ไหว ยักษ์ตนอื่นพลอยหัวเราะไปด้วย

เด็กชายเหลียวมองไปรอบกายอย่างระแวง แล้วพลันสะดุ้งเฮือกเมื่อโอฬาริกเอามือใหญ่ค่อนข้างหยาบวางลงบนไหล่ของเขาค่อนข้างแรง

“อย่าระแวงให้มากนักสิแดนตรี บนโต๊ะอาหารไม่มีเนื้อสัตว์ที่ถูกฆ่าหรือเนื้อมนุษย์หรอก เนื้อสัตว์ที่เรานำมาปรุงเป็นอาหารเป็นสัตว์ที่ตายเองไม่มีใครฆ่ามันทั้งนั้น พวกเราเป็นยักษ์ฝ่ายอหิงสาเราไม่เบียดเบียนมนุษย์หรือสัตว์ที่ยังมีชีวิต” โอฬาริกบอกให้แดนตรีสบายใจ เด็กชายได้แต่พยักหน้าเร็ว ๆ แต่ดูเหมือนจะเกิดจากอาการสั่นมากกว่า

เจ้าเมืองนั่งที่หัวโต๊ะ เมียเจ้าเมืองนั่งหัวแถวด้านซ้ายถัดไปเป็นบุตรแห่งยักษ์ เทพตรัสวินนั่งหัวแถวด้านขวาตามด้วยแดนตรี และยักษ์ตนอื่นนั่งถัดกันไปตามลำดับชั้น

“วันนี้เราขอเชิญชวนทุกท่านดื่มฉลองต้อนรับท่านเทพพิทักษ์กับเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ ขอให้ศีลธรรมจงอยู่คู่กับเราเผ่ายักษ์อหิงสา...ดื่ม” เจ้าเมืองกล่าวเปิดงานเลี้ยง

ยักษ์ทุกตนชูแก้วบรรจุน้ำสีแดงใสรวมทั้งแดนตรีกับเทพตรัสวินด้วย ยักษ์ตนอื่นดื่มน้ำสีแดงใสกันแล้ว แต่แดนตรียังระแวงอยู่ และรอดูว่าเทพตรัสวินซึ่งสวมหน้ากากเหล็กสีเงินจะดื่มอย่างไร เขาเพียงยกแก้วขึ้นระดับปากแล้ววางลง เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าน้ำสีแดงใสในแก้วหายไปหมด

“เจ้าก็ลองดื่มดูสิ” เทพตรัสวินเหมือนจะอ่านใจเด็กชายออก

แดนตรียังเบิกตาค้างอยู่ พอเทพตรัสวินบอกให้ลองดื่มเขาก็ทำท่าอึกอัก

“ไม่ใช่เลือดอย่างที่ท่านคิดหรอกน่าแดนตรี” โอฬาริกดักคออย่างรู้ทัน ยักษ์ตนอื่นหัวเราะกันใหญ่

เด็กชายหน้าแดงซ่านก่อนจะยกแก้วขึ้นค่อยจิบน้ำสีแดงใสเพื่อลิ้มรสที่ปลายลิ้นดูก่อน ถ้ามันคาวจัดเขาก็ไม่ดื่มอีกเด็ดขาด แต่โอฬาริกยื่นมือข้ามโต๊ะมาใช้ปลายนิ้วกระดกฐานแก้วของเขาขึ้น ทำให้เครื่องดื่มสีแดงใสไหลเข้าปากเด็กชายจนหมด แดนตรีอมน้ำไว้ในปากพลางเบิกตากว้าง

ยักษ์ผู้ร่วมโต๊ะอาหารพากันหัวเราะอีก

“โอฬาริกอย่าเสียมรรยาทสิลูก” นางยักษ์ฆรณีปรามบุตรแห่งยักษ์ แล้วหันไปถามเด็กน้อย “เติมอีกไหมแดนตรี”

แดนตรีพยักหน้าพลางกลืนน้ำลงคอ แต่ยังไม่ทันยื่นแก้วออกไปให้นางยักษ์ฆรณีเติมเครื่องดื่มให้ เหยือกเงินก็ลอยมาตรงหน้าแล้วรินน้ำสีแดงใสลงในแก้วของแดนตรีกับเทพตรัสวิน

“นี่น้ำอะไรครับ หวานหอมชื่นใจจัง” แดนตรียกแก้วขึ้นดูน้ำสีแดงใส

“น้ำทับทิมซึ่งคั้นจากผลทับทิมยักษ์ที่ปลูกในเมืองธัญคามของเราเอง มันมีคุณวิเศษช่วยย่อยอาหารและทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง” นางยักษ์ฆรณีชี้แจง ถึงแม้นางจะเป็นยักษ์แต่ก็ดูใจดีและมีเมตตา ทำให้แดนตรีคิดถึงแม่ขึ้นมาอีก

หลังจากนั้นยักษ์และแขกกิตติมศักดิ์ก็ลงมือรับประทานอาหาร ยกเว้นแดนตรีซึ่งนั่งมองตาค้างอยู่เมื่อเห็นอาหารปรากฏขึ้นในจานของยักษ์แต่ละตนตามแต่พวกเขาจะเนรมิตเรียกไปจากในจานใหญ่แล้วกินกันอย่างเอร็ดอร่อย อาหารในจานใหญ่ที่ตั้งอยู่แถวกลางโต๊ะพร่องลงไปอย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็กลับมีเต็มขึ้นมาอีกเหมือนไม่รู้จักหมด

ในจานของแดนตรีซึ่งมีข้าวทิพย์หอมกรุ่นเหมือนของยักษ์ตนอื่น ๆ ปรากฏกับข้าวขึ้นทีละอย่างสองอย่างจนเต็มจาน เขาไม่รู้ว่ากับข้าวมาได้อย่างไร แต่พอสบตากับโอฬาริกก็เห็นเขาชี้ไปที่อาหารแล้วกระดิกนิ้วสั่งให้มาลงที่จานของแดนตรี โอมันช่างวิเศษจริง ๆ

“ขอบคุณครับ” แดนตรียิ้มให้โอฬาริก ซึ่งยักษ์ผู้ช่วยก็โคลงศีรษะเหมือนจะบอกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
แดนตรีแอบชำเลืองมองเทพตรัสวินว่าเขาจะกินข้าวได้อย่างไรถ้าไม่ถอดหมวกเหล็กสีเงินออกจากศีรษะก่อน ก็ปรากฏว่าเพียงเขาใช้ช้อนเงินตักอาหารยกขึ้นระดับปากอาหารก็หายไปจากช้อนอย่างน่าอัศจรรย์
เด็กชายพอจะเข้าใจแล้วว่าอาหารทุกอย่างในแดนทิพย์นี้ล้วนเป็นทิพย์ทั้งสิ้น พอเขาตักอาหารเข้าปากยังไม่ทันเคี้ยวอาหารก็ละลายไหลผ่านคอลงสู่กระเพาะทันที

โอ มันช่างวิเศษจริง ๆ หนอ

แดนตรีพร่ำนึกคำนี้อย่างอิ่มเอมใจ

0 ความคิดเห็น:

ตัวอย่างหนังแฮรี่ พอตเตอร์ กับเจ้าชายเลือดผสม

ตัวอย่างพิเศษจาก Harry Potter 6

ตัวอย่างภายนตร์เรื่อง The Secret of Moonacre

เกมส์

สไลด์