หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แดนตรีเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ บทที่ 22

บทที่ 22 ยอมสละแล้วซึ่งชีวิต

แดนตรีพาผู้หญิงที่พบโดยบังเอิญเหาะไปตามหาคุณปู่คุณย่าและป้าเนียน แต่เขาไม่รู้ว่าค่ายที่ผู้หญิงคนนั้นพูดหมายถึงค่ายอะไร ครั้นถามเธอก็บอกว่าเป็นค่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ตั้งอยู่ริมถนนหลวงเพราะน้ำยังท่วมไม่ถึง เธอยังบอกทางให้เขาได้อย่างถูกต้องจนทำให้เขาไปถึงค่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเอง
ค่ายที่ผู้หญิงที่ไม่รู้จักพูดถึงนั้นไม่เหมือนค่ายสักนิด เพราะมีแค่เพิงมุงง่าย ๆ อยู่ริมถนนสองฝั่ง หลังคาก็ไม่ได้ดิบดีอะไรเป็นแค่ผ้าใบพอบังแดดบังฝนได้เท่านั้น มีผู้คนบ้างนั่งบ้างนอนเรียงกันอยู่บนพื้นปูผ้ายางแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก ฝนยังคงสาดเข้าไปในเพิงได้อยู่ดี
แดนตรีบันดาลหน้ากากแก้ววิเศษขึ้นมาสวมไว้บนหน้าเพื่อช่วยให้มองเห็นในที่มืดได้ถนัด เดี๋ยวนี้เขาเรียนรู้วิธีเก็บสิ่งของไว้ในที่ที่ต้องการเก็บและเรียกออกมาใช้โดยไม่ต้องหยิบหรือล้วงให้เสียเวลา อาศัยคำแนะนำของเทพตรัสวินและพลังจากดาบพิชิตมารก็ทำให้เขากลายเป็นผู้วิเศษขึ้นมาได้อย่างมหัศจรรย์
หลังจากใส่หน้ากากแก้ววิเศษแล้วแดนตรีสามารถมองเห็นในที่มืดได้คล้ายกับมองในเวลากลางวัน เขาเดินหาคุณปู่คุณย่าและป้าเนียนไปเรื่อย ๆ โดยมีผู้หญิงที่ไม่รู้จักเดินตามมาด้วย
“อยู่แถว ๆ นี้แหละ” ผู้หญิงที่ไม่รู้จักบอกเมื่อเดินไปถึงกลางค่าย
แดนตรีเพ่งมองเกือบจะทุกคนที่ผ่านเข้ามาในสายตาว่าใช่หรือไม่ และแล้วเขาก็เจอเข้าจนได้
“ป้าเนียน” แดนตรีอุทานแล้ววิ่งไปหาป้าเนียน
ป้าเนียนนั่งสั่นอยู่ในผ้าห่มอย่างหมดอาลัยตายอยาก พอได้ยินเสียงคนเรียกเธอก็สะดุ้งตกใจอย่างคนขวัญอ่อน เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทำให้เธอประสาทเสีย ครั้นเด็กชายวิ่งเข้ามากอดพลางเรียกชื่อเธอ เธอจึงเบิกตาดูให้ชัด ๆ ท่ามกลางแสงสลัวของตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนอยู่บนเสา
“แดน...แดนตรีจริง ๆ ด้วย โอ มาได้อย่างไรลูก แล้วพ่อกับแม่อยู่ไหน” ป้าเนียนกอดเด็กชายด้วยความดีใจพลางมองหาลูกพี่ลูกน้องกับน้องสะใภ้
“เอ่อ ผมมาคนเดียวครับ” เด็กชายตอบเพียงสั้น ๆ และไม่เปิดโอกาสให้ป้าเนียนซักถาม รีบถามขึ้นก่อนว่า “คุณปู่คุณย่าล่ะครับ ได้ข่าวว่าท่านป่วยหนัก”
“แดนรู้ได้อย่างไรว่าคุณปู่คุณย่าป่วยหนัก” ป้าเนียนสงสัย แดนตรีกัดลิ้นตนเองแต่ยังไม่ทันตอบอะไรป้าเนียนก็พูดขึ้นก่อนว่า “ใช่ คุณปู่คุณย่าป่วยหนักเห็นหมอบอกว่าปอดชื้น ตอนนี้หมอแยกคนป่วยไปพักไว้ในเต็นท์แถวท้ายค่าย อาการของท่านทรง ๆ ทรุด ๆ ท่าทางจะไม่รอดแน่แดนเอ๊ย”
“โธ่ คุณปู่คุณย่า” แดนตรีน้ำตาคลอ
“ไป ป้าจะพาไปเยี่ยม นี่ป้าก็เพิ่งกลับมาจากดูแลท่าน ทางการส่งหมอมาดูคนป่วยวันเว้นวันแต่เขาอยู่ได้ไม่นานก็ต้องไปช่วยเหลือที่อื่นต่อ ทิ้งไว้แต่ทหารสามสี่คนคอยดูแลความสงบเรียบร้อยเท่านั้น” ป้าเนียนเดินกะโผลกกะเผลกออกจากเต็นท์เก็บผ้าห่มที่ค่อนข้างชื้นไว้บนกล่องกระดาษเพื่อไม่ให้เปียกน้ำ ยอมเอาตัวตากฝนเดินจูงมือหลานชายไปที่เต็นท์ทหารหลังค่อนข้างใหญ่แต่มิดชิดกว่าเพิงที่สร้างอยู่สองข้างทาง ป้าเนียนอธิบายว่า “เต็นท์คนป่วยจะมิดชิดหน่อย ส่วนคนที่ยังพอช่วยเหลือตัวเองได้เขาให้พักที่เพิงเพราะเต็นท์เอาไว้ให้คนป่วยนอนพักหลบฝน”
ป้าเนียนจูงมือแดนตรีเข้าไปในเต็นท์อย่างคุ้นเคยโดยไม่ขออนุญาตใครเพราะไม่มีใครอยู่แถวนั้น พวกทหารที่ป้าพูดถึงอาจจะกำลังพักผ่อนอยู่ในเต็นท์ใดเต็นท์หนึ่งก็อาจเป็นได้
ภายในเต็นท์มีตะเกียงเจ้าพายุดวงหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะเตี้ย ๆ ซึ่งมีอยู่เพียงตัวเดียว สภาพภายในเต็นท์ดูดีกว่าที่แดนตรีคิด เพราะคนป่วยนอนเรียงกันอยู่บนที่นอนบาง ๆ ซึ่งปูอยู่บนผ้ายางกันน้ำ แยกเป็นสองฝั่งเว้นทางเดินตรงกลางไว้
ป้าเนียนจูงมือหลานชายเดินผ่านคนป่วยคนแล้วคนเล่าเข้าไปด้านในสุดซึ่งคุณปู่กับคุณย่านอนคู่กันอยู่
“คุณปู่คุณย่าครับ” แดนตรีโผลงซบอกคุณปู่ก่อนจะหันไปซบกอดคุณย่าพลางน้ำตาไหลอย่างกลั้นไม่อยู่ แต่กระจกแก้ววิเศษก็แห้งโดยฉับพลันไม่เก็บน้ำตาขังไว้แม้แน่น้อย ทำให้เด็กชายมองเห็นสภาพผ่ายผอมของคุณปูคุณย่าอย่างชัดเจน แต่ดูท่านจะไม่ได้ทุกข์ร้อนกับสังขารสักเท่าใดนัก นอนสงบนิ่งเหมือนอยู่ในสมาธิด้วยกันทั้งคู่ เมื่อรู้ว่าใครมาเยี่ยมท่านก็ดีใจและยิ้มให้หลานรัก
แดนตรีนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างคุณปู่กับคุณย่าและจับมือท่านไว้คนละข้าง
“แดน...แดน” คุณปู่คุณย่าพยายามจะเรียกชื่อเขาแต่เสียงแหบพร่าฟังเหมือนเสียงกระซิบ
“คุณปู่คุณย่าอดทนหน่อยนะครับ ผมจะต้องพาคุณปู่คุณย่าไปรักษาในที่ที่ดีกว่านี้ให้ได้” แดนตรีให้กำลังใจคุณปู่คุณย่า
“ไม่ต้องห่วงปู่กับย่า...ห่วงตัวเองเถอะ” คุณปู่พูดเสียงแหบคล้ายไม่มีแรง
“พ่อกับแม่ของเจ้ามาด้วยหรือเปล่า” คุณย่าฝืนสังขารถามทั้งที่ไม่มีแรงเหมือนกัน
“ไม่ได้มาครับ ผมมาคนเดียว” แดนตรีพูดพลางนึกว่าจะตอบอย่างไรดีถ้าคุณปู่คุณย่าถามถึงพ่อกับแม่อีก
“มาคนเดียวหรือ...เนียนพาใครมาด้วยล่ะ” คุณปู่ถามพลางมองไปที่ป้าเนียนกับใครที่ยืนอยู่ด้านข้าง
ป้าเนียนทำหน้าเหลอพลางใจไม่ดีพูดเสียงติดจะห้วนกลบเกลื่อนความกลัวว่า
“ฉันจะมากับใครล่ะลุง ฉันก็มากับหลานน่ะสิ”
“ผู้หญิง...คนนั้น...ใคร” คุณย่าถามอีกคน
“ไม่มี” ป้าเนียนยืนขนลุกขุนพองทำท่าเหลียววอกแวก
แดนตรีแปลกใจว่ามีคนยืนอยู่ข้าง ๆ ทั้งคนทำไมป้าเนียนถึงบอกว่าไม่มีใคร
“ฉันเป็นผู้ที่พาหลานของคุณปู่กับคุณย่ามาเองจ้ะ” ผู้หญิงที่ไม่รู้จักตอบ
แดนตรียิ้มให้เธอพลางนึกขอบคุณอยู่ในใจที่เธอช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้
ปู่กับย่าจึงพยักหน้ารับรู้ แต่ป้าเนียนทนยืนอยู่คนเดียวไม่ไหวเพราะรู้สึกเย็นหลังวังเวงอย่างไรชอบกล จึงก้าวพรวดเข้าไปนั่งอยู่ด้านหลังของหลานชายพลางเหลียวดูอะไรก็ไม่ทราบ
“แดน...ปู่กับย่าคงไม่รอดแล้ว” คุณปู่พูด
“ต้องรอดสิครับคุณปู่ ต้องรอดทั้งสองคนเลย” แดนตรีพูดกลบเกลื่อนความกลัวของตนเอง เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าจะต้องมาเสียท่านทั้งสองไปในช่วงเวลาสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ คุณปู่จะพูดอะไรต่อแต่แดนตรีไม่อยากฟัง ทว่าเสียงของผู้หญิงที่ไม่รู้จักทำให้แดนตรีต้องสงบใจลง
“ฟังท่าน”
“แดน...ดูไว้นะ...นี่คือสังขารที่ไม่เที่ยง...” คุณปู่หยุดพักเหนื่อยพลางหายใจทางปาก
คุณย่าเสริมว่า
“เราไม่กลัวตายหรอกแดน...ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย”
“เมื่อมีเกิดก็ต้องมีแก่...เจ็บ...แล้วก็ตายในที่สุด” คุณปู่สอนธรรมะ
“เหมือนที่พระพุทธองค์...ทรงสอนไว้ไม่มีผิด” คุณย่าพูดเว้นจังหวะหายใจแม้จะเหนื่อยแต่ก็อยากพูด
“อย่ากลัวที่จะยอมรับความจริงในธรรมะเรื่องนี้” คุณปู่เตือนสติหลานชาย
“ปล่อยวางแล้วใจจะเป็นสุข” คุณย่าบอก
“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” คุณปู่พูด
“ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน...สังขารเป็นที่ก่อทุกข์ตั้งแต่เกิด...” คุณย่าพูดไม่ทันจบก็เหนื่อยเสียก่อน คุณปู่จึงพูดต่อว่า
“ต้องปล่อยวางอย่าไปยึดถือว่ามีตัวตน”
“มีที่จะสุขได้ตลอดไป...คือจิตที่บริสุทธิ์เท่านั้น” คุณย่าพูด
“ปู่กับย่าปลงแล้ว ได้เจอหลานในวันนี้...นับว่าโชคดี...ยังพอได้ล่ำลากันบ้าง” คุณปู่พูด
“ปู่กับย่าก็จะได้ไปเสียที เรารอเจ้ามานานแล้ว” คุณย่าบอก
“คุณย่า...” แดนตรีคราง
“กายนี้เป็นเพียงร่างที่ผุแล้ว เราไม่อยากอยู่ในไม้ผุอีกต่อไป” คุณปู่บอก
“เรายินดีที่จะสละมันทิ้งแล้ว เจ้าจงดูเอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจ” คุณย่าบอก
“อย่าหลงคิดว่าจะอยู่นาน...เร่งสั่งสมบุญบารมีให้มาก ๆ” คุณปู่สั่ง
“และอย่าอาลัยสังขาร มันไม่มีอะไรดีสักอย่าง” คุณย่าสอน
“ปู่จะสวดมนตร์แล้วนะหลาน” คุณปู่หลับตาทำใจสงบนิ่ง
“ย่าก็จะสวดมนต์เหมือนกัน” คุณย่าบอกก่อนจะหลับตาสงบนิ่งไปอีกคน
คุณปู่คุณย่าหายใจแผ่วลงทุกที แดนตรีถอดหน้ากากแก้ววิเศษเก็บไว้ในย่ามปล่อยให้น้ำตาไหลพรากอย่างเงียบเชียบ เขาก้มลงกราบบนตัวคุณปู่และคุณย่า แม้คุณปู่คุณย่าจะสอนให้เข้าใจถึงธรรมชาติของสรรพสัตว์ว่ามีเกิดก็ต้องมีแก่ มีเจ็บ และมีตายในที่สุด ไม่มีใครหนีพ้น เพราะฉะนั้นอย่าดิ้นรนหนีความจริง แต่ให้เร่งสั่งสมบุญบารมีเพื่อจะได้ละสังขารอันไม่เที่ยงที่มีแต่ความทุกข์ไปอย่างมีความสุข ให้เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมก่อนที่จะตาย ตายอย่างมีสติพึงระลึกอยู่เสมอว่าจะตายแล้ว เมื่อถึงเวลาไปก็จะได้ไปอย่างสงบ เหมือนที่คุณปู่คุณย่าอุทิศสังขารของท่านเป็นเครื่องสอนเตือนใจบุตรหลาน ไม่ให้อาลัยกับกองกิเลสที่ท่านจะทิ้งไปในไม่ช้านี้
ป้าเนียนนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนคนขาดที่พึ่ง แต่แดนตรีกลับนั่งแผ่เมตตาให้คุณปู่คุณย่าขอให้ท่านทั้งสองไปสูแดนทิพย์โสภาและเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ ที่ซึ่งเขาเคยไปสัมผัสมาแล้วว่าวิเศษล้นแม้ว่าจะเป็นแค่แดนอสุระก็ตาม แต่แดนตรีเชื่อว่าคุณปู่กับคุณย่าจะต้องได้อยู่สูงกว่านั้น เพราะตั้งแต่แดนตรีโตมาก็เห็นท่านหมั่นทำบุญทำทานและปฏิบัติธรรมมาตลอด เขาเชื่อว่าท่านทั้งสองจะไม่ตกนรกอย่างแน่นอน
บรรยากาศภายในเต็นท์เงียบขรึมซึมเศร้ามีเพียงป้าเนียนเท่านั้นที่นั่งสะอึกเพราะแรงสะอื้นอยู่เป็นพัก ๆ แดนตรีรู้ว่าตนเองเข้าสมาธิแผ่เมตตาอยู่นานมากกว่าจะได้ยินเสียงของผู้หญิงที่ไม่รู้จักซึ่งเขาไม่ได้สนใจเธออีกเลยนับตั้งแต่ได้พบกับคุณปู่คุณย่า เธอพูดขึ้นว่า
“ท่านหมดอายุขัยแล้ว”
แดนตรีลืมตาขึ้นมองคุณปู่คุณย่าซึ่งนอนสงบนิ่ง บัดนี้ร่างชราทั้งสองไม่มีแม้แต่ลมหายใจแผ่วผิว ท่านสละแล้วซึ่งชีวิตเพื่อยืนยันสัจธรรมที่ไม่บิดเบือน
“ป้าเนียนครับ คุณปู่คุณย่าสิ้นแล้ว” แดนตรีบอกป้าเนียนอย่างสงบ แต่ป้าเนียนกลับทำใจไม่ได้ รีบคลานเข้าไปเขย่าร่างคุณปู่คุณย่าพลางร้องเรียกอยู่สักครู่ก่อนจะยกมือปิดหน้าตนเองร้องไห้อย่างหนัก เสียงครางฮือ ๆ ของป้าเนียนทำให้เด็กชายรู้สึกเวทนา
ในขณะที่ป้าเนียนนั่งร้องไห้เสียใจในการจากไปของญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรัก แดนตรีกลับเห็นคุณปู่คุณย่ายืนยิ้มอยู่ข้างผู้หญิงที่ไม่รู้จัก ก่อนจะพากันเดินทะลุเต็นท์ออกไปหาผู้ที่มารอรับดวงวิญญาณ แดนตรีวิ่งตามออกไปดูที่หน้าเต็นท์ทันได้เห็นเพียงแค่กลุ่มดวงไฟสว่างนวลพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าเท่านั้น
เด็กชายกลับเข้าไปในเต็นท์ชวนป้าเนียนไปหาทหารเพื่อแจ้งข่าวการเสียชีวิตของคุณปู่คุณย่า นายทหารสามคนเข้าไปดูศพแล้วคนหนึ่งก็กลับไปส่งข่าวผ่านวิทยุสื่อสาร ทหารคนหนึ่งห่มผ้าให้ร่างที่ไม่มีลมหายใจเพียงแค่คอ ทำให้ดูเหมือนว่าเป็นแค่็็คนนอนหลับธรรมดาเพื่อไม่ให้คนป่วยคนอื่นกลัว
ทหารคนหนึ่งแจ้งแก่ป้าเนียนว่าพวกเขาส่งข่าวไปที่ศูนย์แล้ว พรุ่งนี้เช้าทางศูนย์คงจะส่งแพทย์มาชันสูตรศพเพื่อยืนยันว่าคุณปู่คุณย่าของแดนตรีตายเพราะป่วยตายไม่ได้ถูกใครฆาตกรรม หลังจากนั้นคงต้องหาที่ฝังไว้ก่อนเพราะประเทศเกิดภัยพิบัติอย่างนี้คงจะทำพิธีทางศาสนายังไม่ได้ ป้าเนียนได้แต่ส่ายหน้าไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น แดนตรีจึงพูดกับนายทหารแทน เขาบอกว่าเขาเข้าใจและขอให้ทหารช่วยฝังศพคุณปู่กับคุณย่าของเขาไว้บนที่ดอนเพื่อว่าหลังน้ำลดพวกเขาจะได้มาขุดเอาศพไปทำพิธีทางศาสนา นายทหารสองนายถึงกับอึ้งที่เด็กชายอายุเพียงเจ็ดขวบพูดจาฉาดฉานเป็นผู้ใหญ่เกินวัย
คืนนั้นแดนตรีไปนอนที่เพิงกับป้าเนียน แต่คนที่นอนคือป้าเนียน เธอนอนร้องไห้จนหลับไป ส่วนแดนตรีนั่งคุยอยู่กับผู้หญิงที่ไม่รู้จัก
“เอาล่ะ คุณบอกผมมาได้แล้วว่าคุณเป็นใคร” คราวนี้แดนตรีพูดอย่างผู้มีอำนาจในตนเอง
“ฉันเป็นผีเรือนอยู่ในบ้านคุณปู่คุณย่ามาตั้งแต่ท่านปลูกเรือนหอกันเมื่อหลายสิบปีก่อน”
แดนตรีเข้าใจทันทีแต่ไม่นึกกลัว ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมา...ตอนที่เข้าไปในแดนอสุระครั้งแรกเทพตรัสวินเคยบอกว่าท่านฝากให้ผีเรือนที่บ้านคุณปู่คุณย่าคอยรับโทรศัพท์ของพ่อกับแม่แทนเขา และคอยแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าเวลาที่พ่อกับแม่โทร.มาหาเขาที่บ้านคุณปู่คุณย่า ซึ่งก็น่าจะเป็นผีเรือนตนเดียวกันคงไม่ผิด
“ท่านเข้าใจถูกต้องแล้ว” ผีเรือนบอกแม้ว่าเด็กชายจะยังไม่ได้พูดอะไรเลย แล้วแถลงเสริมว่า “เวลาพ่อกับแม่ของท่านโทร.มา ฉันก็แปลงเสียงเป็นท่านคอยโต้ตอบให้พ่อกับแม่ของท่านคลายสงสัย และคอยกำกับดูแลคุณปู่คุณย่ากับป้าเนียนไม่ให้เผลอบอกความจริงไป ทำให้ฉันสนุกที่ได้มีอะไรทำ ว่าแต่ท่านไม่กลัวฉันรึ” ผีเรือนถาม
“ไม่กลัว” แดนตรีตอบ
“จิตของท่านกล้าแข็งขึ้นมาก พลังของท่านก็มากขึ้นด้วย ฉันสัมผัสได้” ผีเรือนชำเลืองมองด้ามดาบที่ล้ำไหล่เด็กชายขึ้นมาทางด้านหลัง เขาสะพายดาบไว้ตลอดเวลา
“ก็คงจะจริงอย่างที่คุณพูด ผมไม่นึกกลัวคุณเลย ผมกลับสงสารคุณด้วยซ้ำที่ต้องมาพลอยลำบากเพราะผมเป็นต้นเหตุ” แดนตรีรู้สึกสลดใจ
“ไม่ใช่ความผิดของท่าน อย่าโทษตนเอง จิตที่คิดอาฆาตถึงเราจะไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อนเขาก็นึกอาฆาตเอาเองได้ เพราะจิตของเขาสกปรกสะสมแต่เรื่องโกรธแค้น ใครทำอะไรไม่ถูกใจก็พาลโกรธเขาไปหมด โทษใครไม่ได้ก็ต้องหาที่ลงให้ได้สักคนหรือสักอย่างหนึ่ง เพื่อที่ว่าความรุ่มร้อนที่โหมอยู่ในใจจะได้เบาบางลง แล้วก็หลอกตนเองต่อไปว่าตนเองเป็นฝ่ายถูก ใครที่ทำอะไรไม่ถูกใจก็ต้องเป็นฝ่ายผิดในสายตาของเขาอยู่ร่ำไป ถ้าเราไปรับเอาโทษของเขามาก็เท่ากับเราปล่อยให้อารมณ์ของอีกฝ่ายมาอยู่เหนือจิตใจของเรา มีแต่จะทำให้เราหมดกำลังใจที่จะทำความดี” ผีเรือนสอน
แดนตรีค่อยยิ้มออก
“ขอบคุณครับที่ช่วยพูดเตือนสติผม จริงอย่างที่คุณพูดผมไม่เคยทำอะไรให้ปีศาจเมฆน้ำแข็งเดือดร้อน แต่เขาก็มาโกรธผมว่าผมเป็นต้นเหตุทำให้เขาไม่มีความสุข เพราะเขาหวาดระแวงว่าจะมีคนที่เหนือกว่ามาปราบ”
“ท่านคิดได้ท่านมีสติ ฉันนับถือคนดีและมีสติ” ผีเรือนยกย่องเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ “หลังจากฝังศพคุณปู่คุณย่าแล้วท่านจะทำอย่างไรต่อไป”
“ผมจะไปตามหาปีศาจเมฆน้ำแข็ง ผมจะไปขอร้องให้เขาหยุดสร้างความเดือดร้อนให้คนทั้งประเทศ” แดนตรีพูดหนักแน่น
“เขาจะยอมหรือ” ผีเรือนกังวลว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมเชื่อฟัง
“ถ้ามีข้อแลกเปลี่ยนเขาอาจจะยอม” เด็กชายมีสีหน้าเคร่งขรึมเกินวัย
“ท่านจะเอาอะไรไปแลกเปลี่ยน” ผีเรือนถามและมองไม่เห็นว่าเด็กชายตัวกระจิริดจะมีของมีค่าอะไรไปต่อรองกับจอมปีศาจที่โหดร้าย
“ผมจะเอาชีวิตเข้าแลก” เด็กชายตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
“ท่าน!” ผีเรือนตกใจ
“ตอนที่ผมมาถึงโลกมนุษย์ใหม่ ๆ ผมรู้สึกกลัวไปหมด ผมไม่ได้กลัวปีศาจเมฆน้ำแข็ง แต่ผมกลัวว่าผมจะไม่ได้เจอหน้าคนที่ผมรัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย แต่ยังไม่ทันข้ามคืนผมก็ต้องจากคนที่ผมรักไปถึงสองคนในเวลาเดียวกัน ผมเกือบจะตั้งสติไม่อยู่แต่คุณปู่คุณย่าก็พูดให้ผมได้คิด ไม่อย่างนั้นผมคงมีสภาพไม่ต่างจากป้าเนียน” เด็กชายหันไปมองญาติผู้ใหญ่ที่นอนหลับไปทั้งน้ำตาเพราะความเศร้าโศกเสียใจที่สูญเสียญาติผู้ใหญ่ที่รักและเคารพไปอย่างกะทันหัน “ผมเห็นความเด็ดเดี่ยวและความมั่นคงในสติของคุณปู่คุณย่า ทำให้ผมเข้าใจว่าความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัวเลย ถ้าเรามีสติพร้อมที่จะตายโดยไม่ประมาท ความตายจะไม่ทำให้เราหวั่นไหวจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย ผมจึงมาได้คิดว่าในเมื่อปีศาจเมฆน้ำแข็งมันโกรธแค้นผมให้มันฆ่าผมคนเดียวดีกว่าปล่อยให้มันทำร้ายคนทั้งประเทศ”
“แล้วจะได้ประโยชน์อะไร” ผีเรือนถาม
“ไม่ได้ประโยชน์ แต่ดีกว่าปล่อยให้มันโกรธผมแล้วไปลงที่คนบริสุทธิ์อีกหลายสิบล้านคน มันไม่ยุติธรรมกับพวกเขา” แดนตรีสงสารคนเหล่านั้น
“ท่านก็มีของวิเศษทำไมไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์” ผีเรือนถามพลางจ้องหน้าเด็กชายเหมือนอยากให้เขานึกได้เหมือนที่เธอนึกอยู่
แดนตรีชำเลืองมองด้ามดาบพิชิตมารที่อยู่ในฝักอย่างปลอดภัยแล้วส่ายหน้า
“ไม่ได้หรอกครับ ผมใช้ดาบพิชิตมารไม่ได้ เพราะรัศมีของดาบจะทำให้คนตาบอดเกือบครึ่งโลก รังสีดาบมีอานุภาพร้ายแรงมาก”
ผีเรือนถอนใจแล้วพูดว่า
“ถ้าปีศาจเมฆน้ำแข็งมันฆ่าท่านได้แล้ว มันจะหยุดสร้างบาปหรือไม่”
“คงไม่หยุด แต่ผมจะต่อรองกับมัน”
“ท่านจะต่อรองอย่างไร”
“ผมจะเสนอเอาชีวิตเข้าแลก ถ้ามันฆ่าผมแล้วมันจะต้องหยุดทำร้ายผู้อื่น ถ้ามันไม่ยอมหยุดวิญญาณของผมจะกลับมาจัดการกับมัน และถ้ามันทำให้ผมกลายเป็นผีดิบ ผมจะสั่งให้ดาบพิชิตมารฆ่าผมกับปีศาจเมฆน้ำแข็งไปพร้อมกัน”
“ทำไมถึงใจคอเด็ดเดี่ยวอย่างนี้” ผีเรือนรำพึงรำพันแล้วขอร้องว่า “อยากให้คิดใคร่ครวญดูอีกครั้ง”
“ผมใคร่ครวญดีแล้วครับ ผมยอมสละแล้วซึ่งชีวิตเพื่อถวายแด่พระพุทธเจ้าจอมศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ในไตรโลก”
“อนุโมทนาสาธุ”
ผีเรือนพลอยยินดีในบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์จะสร้างถวายพระพุทธเจ้าด้วยการยอมสละแล้วซึ่งชีวิตเพื่อหยุดยั้งความชั่วไม่ให้เจริญ

0 ความคิดเห็น:

ตัวอย่างหนังแฮรี่ พอตเตอร์ กับเจ้าชายเลือดผสม

ตัวอย่างพิเศษจาก Harry Potter 6

ตัวอย่างภายนตร์เรื่อง The Secret of Moonacre

เกมส์

สไลด์