หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แดนตรีเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ บทที่ 21

บทที่ 21 อาเพศ


ปีศาจเมฆน้ำแข็งเกิดความคั่งแค้นที่ไม่สามารถทำให้เด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ตาบอดได้ ในที่สุดเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ก็ได้ดาบพิชิตมารไปครอบครอง
ความเกรงกลัวในบารมีดาบพิชิตมารทำให้มันไม่กล้าอยู่ในแดนทิพย์อีกต่อไปต้องรีบหนีกลับมาซ่อนตัวอยู่ในโลกมนุษย์ ความหวาดหวั่นเกรงว่าภัยจะมาถึงตัวทำให้มันตัวสั่นงันงกอยู่ในห้องนอนอันหรูหราของมหาเศรษฐีนักธุรกิจค้าน้ำมันรายใหญ่
ความหรูหราของห้องไม่สามารถทำให้มันมีความสุขได้ ตั้งแต่กลับจากแดนทิพย์มันก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ ในดวงจิตอัดแน่นไปด้วยความแค้นที่อยากจะระบายออก
วันหนึ่งปีศาจเมฆน้ำแข็งก็คิดขึ้นมาได้ว่ามันไม่จำเป็นต้องมาทนอยู่ในร่างโสโครกนี้อีกต่อไป มันจะแก้แค้นมนุษย์ตัวน้อยนั่นด้วยการทำให้เพื่อนร่วมประเทศของเขาได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส
ประเทศนี้จะต้องเจอกับภัยพิบัติอันร้ายแรงชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อคิดได้เช่นนั้นมันจึงลงมือปฏิบัติการทันที...
ปีศาจเมฆน้ำแข็งเหาะขึ้นไปหาเทพพระอาทิตย์ถึงในจักรวาล เทพพระอาทิตย์นั่งเจริญภาวนาอยู่ในใจกลางโลกอาทิตย์ที่มีเปลวสุริยะแดงฉาน จอมปีศาจขอให้เทพพระอาทิตย์หยุดส่องแสงชั่วคราวเพราะมันจะโปรยละอองน้ำแข็งลงในประเทศบริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรของโลก
แต่เทพพระอาทิตย์ปฏิเสธเพราะไม่ใช่กิจของตน ปีศาจเมฆน้ำแข็งอยากทำอะไรก็ทำไปแต่อย่ามาฉุดให้ผู้อื่นต้องพลอยทำบาปได้ด้วย ปีศาจเมฆน้ำแข็งโกรธจัดทำอะไรไม่ได้ก็แช่งให้เทพพระอาทิตย์ถูกน้ำแข็งจักรวาลพุ่งชนจนดับดิ้นสิ้นรัศมี
เทพพระอาทิตย์โกรธเปล่งรัศมีอันร้อนแรงใส่ปีศาจเมฆน้ำแข็งเป็นการสั่งสอนจนมันทนอยู่ไม่ได้ต้องรีบเผ่นกลับไปตั้งหลักในโลกมนุษย์
ปีศาจเมฆน้ำแข็งลอยอยู่ในอากาศเหนือพื้นประเทศที่มันมาหลบซ่อนตัวอยู่ แล้วมองขึ้นไปบนฟ้ายังไม่หายแค้นใจที่ถูกเทพพระอาทิตย์ปฏิเสธ มันตัดสินใจไม่ง้อใครให้ช่วยอีกในเมื่อพลังของมันก็มีมากมาย มันจึงเริ่มลงมือสร้างเมฆหมอกขึ้นบนท้องฟ้า
เพียงไม่นานเมฆหมอกในอากาศก็ก่อตัวหนาขึ้นอย่างน่าพิศวงท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง มันใช้เวลาถึงสองวันในการสร้างเมฆดำทะมึนปกคลุมเหนือน่านฟ้าของประเทศ แล้วหลังจากนั้นฝนกับพายุลูกเห็บก็ถล่มใส่บ้านเรือนประชาชนพร้อมกันทั้งประเทศ มันโปรยน้ำแข็งเล่นอย่างสนุกสนาน สะใจที่เห็นคนในประเทศนี้ได้รับความเดือดร้อนจากก้อนน้ำแข็งที่มันโปรยลงไป และมันยังสนุกที่จะเล่นเกมนั้นต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่ามันจะเบื่อ
สองอาทิตย์แล้วที่ประชาชนไม่เห็นแสงแดด กลับเห็นแต่ฝนหลงฤดูที่หอบมาพร้อมกับลมและลูกเห็บทั้งที่เป็นฤดูร้อน แม้แต่กรุงเทพมหานครก็ยังโดนพายุลูกเห็บถล่มจนบ้านเรือนพังยับเยิน
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปรากฏการณ์เช่นนี้น่าจะเป็นอาเพศที่สิ่งชั่วร้ายบันดาลให้มีขึ้น ผู้รักษาศีลก็พยายามสวดมนต์ภาวนาและแผ่เมตตาให้เทวดาและสรรพสัตว์ทั้งหลาย แต่ปีศาจเมฆน้ำแข็งไม่สนใจบุญกรรมอะไรทั้งนั้น มันต้องการเห็นความหายนะของประเทศที่เด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์เคยอาศัยอยู่ เพื่อระบายความแค้นที่มันไม่สามารถเอาชนะเด็กชายตัวกระจิริดได้เนื่องจากมีเทพพิทักษ์คอยปกป้องรักษา
ทั้งที่จอมปีศาจก็แค้นเทพพิทักษ์เหมือนกันแต่การจะขึ้นไปอาละวาดบนสวรรค์นั้นเสี่ยงเกินไป มันยังมีชนักติดหลังอยู่ถ้ากลับไปอาละวาดใส่พวกเทวดาบนสวรรค์ที่แต่ละองค์มีฤทธิ์มาก ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินไปล่อเป้าให้เขายิงกระสุนใส่ สู้อาละวาดเล่นในโลกมนุษย์ที่ไม่มีพิษสงดีกว่าใครก็ทำอะไรมันไม่ได้
ปีศาจเมฆน้ำแข็งหัวเราะอย่างบ้าคลั่งที่เห็นผู้คนเดือดร้อนเพราะการกระทำของมัน ฝนตกติดต่อกันเป็นเวลากว่าสามอาทิตย์แล้วและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ
เท่านั้นยังไม่พอประชาชนหลายล้านคนต้องหนีน้ำท่วมฉับพลันอย่างโกลาหล เพราะเขื่อนรับน้ำปริมาณมากไม่ไหวเจ้าหน้าที่ต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนเพื่อรักษาเขื่อนไว้ ไม่เช่นนั้นน้ำในเขื่อนทั้งหมดจะซ้ำเติมประชาชนมากขึ้นไปอีก
ผลจากพายุหลงฤดูทำให้บ้านเรือนประชาชนพังพินาศ ประเทศอยู่ในความมืดเกือบทั้งประเทศเพราะเสาไฟฟ้าหักโค่น เจ้าหน้าที่ต้องตัดกระแสไฟเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์และสัตว์
ข้าวปลาอาหารขาดแคลนเพราะเรือกสวนไร่นาถูกน้ำท่วมเสียหาย ประชาชนทำมาค้าขายไม่ได้ พวกที่มีอาหารอยู่ในมือก็กักตุนไว้กินคนเดียวไม่ยอมแบ่งปันผู้อื่น แม้เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัยจะออกแจกจ่ายข้าวสารอาหารแห้งให้ประชาชนได้พอประทังความหิว แต่ก็ไม่เพียงพอเนื่องจากภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศใครก็ช่วยเหลือใครได้ลำบาก
ผู้คนเริ่มอดอาหารและเจ็บป่วย ยาก็ไม่มีหมอก็ไม่มาเพราะทั้งประเทศถูกน้ำท่วมเสียหาย รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย นอกจากคนในเมืองหลวงจะผจญกับภัยธรรมชาติที่น่ากลัวแล้วพวกเขายังพบกับเรื่องสยองขวัญยิ่งกว่าจังหวัดอื่น
เพราะพอน้ำท่วมเหล่าผีดิบหลายล้านตนที่หลบซ่อนอยู่ในโพรงใต้ดินก็แตกหึ่งขึ้นมาบนดิน แล้วเดินไต่ขึ้นไปเกาะซ้อนกันอยู่บนผนังตึกสูงเหมือนมดดำไต่กำแพงจนทำให้ตึกสูงหลายแห่งดำพืดไปหมด พวกมันเห็นมนุษย์ที่อยู่ในตึกก็กระหายใคร่เสพกิเลส มันบุกเข้าไปในตึกแล้วไล่จับมนุษย์เสพกิเลสอย่างสยดสยอง
พวกมนุษย์พยายามต่อสู้กับพวกผีดิบทุกรูปแบบทั้งใช้อาวุธที่หาได้ทุกอย่างและใช้ไฟ แต่พวกมันมีมากจนไม่อาจต้านทานได้ เหล่าผีดิบจึงเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกวัน
ปีศาจเมฆน้ำแข็งหยุดพักดูผลงานของตนเองด้วยความสะใจ ฝนหยุดตกแล้วแต่มันยังคงปล่อยให้เมฆดำเคลื่อนไปในอากาศข่มขวัญเหล่ามนุษย์อยู่ พลันจิตอันชั่วร้ายของมันก็ส่องไปเห็นผู้หญิงกับผู้ชายคู่หนึ่งซึ่งดูคุ้นตา มันจึงตรวจดูว่าคนทั้งสองมีความสัมพันธ์กับเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์อย่างไร เมื่อรู้แล้วมันก็สะแหยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม
สาธิตกับดรุณีออกช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยพิบัติอย่างสุดกำลังความสามารถ แต่คนป่วยมีมากจนพวกเขาก็สู้ไม่ไหว แต่สองสามีภรรยาก็ไม่ย่อท้อพยายามช่วยอย่างเต็มที่ทั้งที่พวกเขาก็เหน็ดเหนื่อยและหิวโหย
ในคืนหนึ่งขณะที่สาธิตกับดรุณีเดินตรวจเยี่ยมคนป่วยอยู่ในค่ายบรรเทาสาธารณภัยชั่วคราวอยู่ ๆ พวกเขาก็หายตัวไปจากค่ายอย่างลึกลับ!
ปีศาจเมฆน้ำแข็งกลับมาอาละวาดต่อหลังจากไปจัดการบางสิ่งบางอย่างมาสมดังใจแล้ว
เทพตรัสวินกับแดนตรีพำนักอยู่ในปราสาทของเจ้าเมืองธัญคามรู้ถึงความเป็นไปในโลกมนุษย์ทุกอย่าง แดนตรีจะกลับไปปราบจอมปีศาจเมฆน้ำแข็งให้หยุดทำชั่วแต่เทพตรัสวินห้ามไว้ เพราะถ้าแดนตรีใช้ดาบพิชิตมารปราบปีศาจแสงจากดาบจะทำให้ประชาชนทั้งประเทศตาบอด
แดนตรีจะไปโดยไม่มีดาบก็ไม่ได้เพราะไม่มีฤทธิ์ ส่วนเทพตรัสวินกลับไปรายงานจอมเทพบดีและขอคำปรึกษาว่าจะจัดการกับจอมปีศาจเมฆน้ำแข็งและเหล่าผีดิบของมันอย่างไรดี แต่เขาก็หายไปหลายวันจนแดนตรีเริ่มจะทนรอไม่ไหว
เขาขอร้องให้โอฬาริกพาเขากลับไปยังโลกมนุษย์เพราะเขาจะไม่นำดาบไปด้วย แต่โอฬาริกไม่ยอมเพราะรู้ว่าถ้าพาไปก็เท่ากับพาแดนตรีไปตาย
แดนตรีทนทำเฉยต่อไปอีกไม่ได้คืนหนึ่งเขาอยู่ในห้องพักตามลำพัง เดินกลับไปกลับมาใช้ความคิดอย่างหนักว่าทำอย่างไรจึงจะออกไปจากแดนอสุระได้
เขาไม่รู้ว่าประตูมิติอยู่ที่ไหน
ที่ตั้งตำแหน่งของโลกมนุษย์อยู่ที่ใด
และที่สำคัญเขาไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรถ้าไม่มีใครนำทาง
โอฬาริกก็เล่นตัวส่วนเทพตรัสวินก็หายไปเลย
โอ พระพุทธเจ้าช่วยประทานปัญญาให้ข้าด้วยเถิด
เด็กชายคร่ำครวญหาที่พึ่ง ในที่สุดเขาก็ลองนั่งสมาธิเผื่อว่าสมองจะปลอดโปร่งขึ้นบ้าง บางทีอาจจะหาทางออกให้กับตนเองได้
จิตใจสงบขึ้นก็จริงแต่เขาก็ยังหาทางออกไม่ได้
จะทำอย่างไรดี
เขาอยากกลับไปช่วยพ่อแม่และปู่ ย่า ตา ยายเหลือเกิน ป่านนี้ท่านเหล่านั้นคงจะกำลังทุกข์ร้อนแสนสาหัสเพราะอาเพศอันเกิดจากฝีมือของจอมปีศาจเป็นผู้กระทำ
แดนตรีไม่มีแก่ใจจะนั่งสมาธิต่อไป เขานั่งเท้าคางนัยน์ตาเหม่อลอยอยู่บนที่นอนแต่สมองทำงานอย่างหนัก เด็กชายเผลอหยิบดาบขึ้นมาวางบนตัก บัดนี้ดาบพิชิตมารมีฝักใส่อย่างสวยงามและมิดชิด เป็นสมบัติของเจ้าเมืองธัญคามซึ่งมอบให้กับแดนตรีสำหรับใส่ดาบสะพายติดตัวไปไหนมาไหน ถ้าเขาไม่ดึงดาบออกจากฝักรังสีสังหารจากดาบก็จะไม่ทำอันตรายต่อสายตามนุษย์หรือสัตว์ที่มีกายหยาบ
“ดาบพิชิตมารเอ๋ยถ้าเจ้าพาเรากลับไปยังโลกมนุษย์ได้ก็ดีสิ เราจะได้กลับไปช่วยพ่อแม่ และปู่ ย่า ตา ยายของเราให้พ้นจากความทุกข์ เราสงสารพวกเขาเหลือเกิน”
เด็กชายรำพึงรำพันกับดาบ ทันใดนั้นดาบที่เขาถืออยู่สั่นสะเทือนจนแดนตรีตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในความสงสัยความรู้ผุดขึ้นมาในจิตว่าดาบกำลังตอบสนองคำพูดของเขา
แดนตรียิ้มอย่างมีความหวัง เขาลงไปยืนบนพื้นรีบใส่รองเท้านาคี-นาคาอุทิศผูกสายรัดกับแข้งอย่างรวดเร็วแล้วสะพายย่ามเฉียงบ่าก่อนจะสะพายดาบไว้ด้านหลัง ยกมือพนมตั้งจิตอธิษฐานว่า
“ขอให้ดาบพิชิตมารจงพาเรากลับไปยังโลกมนุษย์...เดี๋ยวนี้”
สิ้นคำอธิษฐานร่างของเด็กชายพลันเกิดรัศมีเรืองรองล้อมรอบกายก่อนจะย่อส่วนเป็นดวงแสงสีขาวแล้วพุ่งออกไปทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว
แดนตรีเหาะแทรกผ่านอากาศไปด้วยความเร็วสูง สักครู่ความเร็วก็ลดลงเปลี่ยนเป็นลอยไปเรื่อย ๆ อยู่ในความมืดและฝนที่ตกพรำจนร่างของเขาเปียกปอน สังเกตจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้แดนตรีแน่ใจว่าตนเองกำลังเหาะอยู่เหนือโลกมนุษย์
‘ไปบ้านคุณปู่คุณย่า’ เด็กชายนึกสั่งดาบไม่หวั่นต่อสภาพดินฟ้าอากาศ
พอรู้จุดหมายปลายทางพลังจากดาบวิเศษก็เร่งให้แดนตรีเหาะเร็วขึ้นจนไปลอยนิ่งอยู่เหนือบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง ซึ่งบัดนี้หลังคากระเบื้องอันเก่าแก่หลุดร่อนไปทำให้เกิดช่องโหว่ หน้าต่างหาย ประตูพัง ฝาบ้านเปิด เสาเรือนหักจนบ้านเอียงจมอยู่ในน้ำสีขุ่นครึ่งหนึ่ง
“โอ คุณพระช่วย!”
เด็กชายอุทานพลางใจหาย
เขาเหาะวนดูรอบบ้านเผื่อจะเห็นใครบ้างทว่าไม่มีแม้แต่เงาของสิ่งมีชีวิตแฝงอยู่ นึกเป็นห่วงคุณปู่คุณย่าและป้าเนียนเพราะแต่ละคนก็อายุมากแล้ว ไม่น่าที่จะต้องมาลำบากตอนแก่เลย
“แล้วเราจะไปหาคุณปู่คุณย่ากับป้าเนียนได้ที่ไหน” เด็กชายพึมพำอย่างเศร้าใจ
อยู่ ๆ ก็มีเสียงสะอื้นดังขึ้นเด็กชายดีใจคิดว่าเป็นญาติผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่งยังติดค้างอยู่ในบ้าน
“คุณปู่...คุณย่า...ป้าเนียนครับ...อยู่ตรงไหนครับให้เสียงหน่อย...ผมแดนตรีครับ” เด็กชายให้เสียงก่อน
“ฉันอยู่นี่” มีเสียงผู้หญิงตอบปนสะอื้น
แดนตรีเพ่งตามองหาที่มาของเสียงในความมืด แล้วเขาก็เห็นเงาผู้หญิงนั่งร้องไห้อยู่บนหลังคาด้านที่เสาเรือนยังไม่หัก ร่างของเธอเปียกชื้นและหนาวสั่น
เขาเหาะลงไปหาที่ยืนบนหลังคาโชคดีที่เขาตัวเบากระเบื้องเก่าแก่ยังพอรับนำหนักไหว ต้องยกความดีให้กับเสื้อตัวเบาจากคันธมาลีอุทิศและรองเท้านาคี-นาคาอุทิศ ส่วนเชือกกัมมัญญ์อุทิศเขาก็ทบให้สั้นแล้วผูกเอวไว้ นอกจากเวลานอนเท่านั้นที่จะถอดรองเท้ากับเชือกออก แต่เสื้อจะใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลาเพราะกลิ่นหอมจากเสื้อทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นใจยามอยู่ห่างไกลบ้าน
ครั้นเข้าไปดูใกล้ ๆ เด็กชายจึงรู้ว่าผู้หญิงผมยาวห่มสไบทองกับผ้านุ่งลายดอกพิกุลสีเหลืองไม่ใช่ญาติของเขา ทำให้เด็กชายผิดหวังและลังเล
“เอ่อ ขอโทษครับ คุณเป็นใครครับ มีอะไรให้ผมช่วยได้บ้างไหมครับ”
“ช่วยพาฉันออกไปจากที่นี่ทีฉันหนาว” เธอบอกปากคอสั่น
“เอ่อ นอกจากคุณแล้วยังมีใครหลงเหลืออยู่ในบ้านอีกไหมครับ” แดนตรียังพอมีความหวัง
“ไม่มี พวกเขาไปกันหมดแล้ว ทิ้งฉันไว้เฝ้าบ้านตามลำพัง พวกเขาไม่เรียกฉันไปด้วย” ผู้หญิงคนนั้นตอบพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนจะน้อยใจ
“ไปแล้ว...พวกเขาไปไหนครับ ผมหมายถึงคุณปู่คุณย่าแล้วก็ป้าเนียนญาติของผมน่ะครับ” แดนตรีถามเร็ว
“ไปอยู่ในค่ายริมถนนสูง น้ำยังท่วมไม่ถึงแต่ก็เกือบถึงแล้ว คนแก่สองคนกำลังป่วยหนัก” ผู้หญิงตอบ
“คุณปู่คุณย่าป่วยหนักหรือครับ” แดนตรีตกใจ
ผู้หญิงกลางสายฝนพยักหน้า
“ผมไม่รู้ว่าผมจะพาคุณไปด้วยไหวไหม แต่ผมจะลองดู คุณจะให้ผมไปส่งที่ไหนครับ” แดนตรีตัดสินใจช่วยหญิงสาวผู้น่าสงสารก่อน แล้วค่อยไปตามหาคุณปู่คุณย่าและป้าเนียน
“ฉันไม่มีที่ไปขอให้พาฉันไปกับท่านด้วย” หญิงสาวตอบ
“แต่ผม...” แดนตรีลำบากใจ เขาจะพาผู้หญิงคนนี้เหาะลอยไปลอยมาติดอยู่กับเขาได้อย่างไร เขามีภารกิจสำคัญรออยู่และยังไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
“ขอให้พาฉันไปก่อน เมื่อฉันหาที่พักได้ฉันจะไม่ตามท่านให้ลำบากใจหรอก” ผู้หญิงคนนั้นตอบเหมือนอ่านความคิดของเด็กชายออก
ในเวลานี้จะปฏิเสธก็ใช่ที่เขาจึงจำเป็นต้องพาผู้หญิงคนนี้ไปด้วย แต่จะบอกเธออย่างไรดีกว่าเขาต้องพาเธอเหาะไป
“ฉันเข้าใจ ท่านเป็นเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ท่านก็ต้องเหาะได้อยู่แล้ว” น้ำเสียงของเธอชื่นชมในตัวเด็กน้อย
“คุณรู้ได้อย่างไรครับ” แดนตรีแปลกใจ
“ก็ฉันเห็นท่านเหาะลงมา และท่านก็มองเห็นฉันทั้งที่คนอื่นมองไม่เห็น” ผู้หญิงคนนั้นตอบเป็นปริศนาทำให้เด็กชายงง บางทีเธออาจจะไม่สบายจึงพูดจาสับสน ช่างเถอะ ในเมื่อเธอรู้แล้วว่าเขามีบุญฤทธิ์ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องแก้ตัวอะไร
“ผมจะไปตามหาคุณปู่คุณย่ากับป้าเนียนคุณไปกับผมก่อนก็แล้วกันส่งมือมาเลยครับ” เด็กชายบอกพลางยื่นมืออกไป แต่พอเธอยื่นมือมาจับมือเขาไว้ปรากฏว่ามือของเธอเย็นมาก เขานึกสงสารว่าผู้หญิงรูปร่างบอบบางไม่น่าต้องมาลำบากนั่งตากฝนอยู่บนหลังคาตามลำพังอย่างนี้เลย ความเดือดร้อนและความลำบากทั้งหลายทั้งมวลนี้เป็นเพราะจอมปีศาจเมฆน้ำแข็งตนเดียว มันจะรู้สึกเสียใจบ้างไหมนะที่ทำให้เกิดอาเพศเช่นนี้
“มันไม่เสียใจหรอก มันดีใจที่ทำให้พวกเราเดือดร้อน มันจะแก้แค้นท่านที่ทำให้มันอยู่อย่างไม่มีความสุข” ผู้หญิงคนนั้นบอกเหมือนอ่านใจแดนตรีได้ทะลุปรุโปร่ง
“คุณรู้จักจอมปีศาจเมฆน้ำแข็งด้วยหรือครับ” แดนตรีหยั่งเสียง
“ตั้งแต่มันเข้ามาอยู่ในโลกมนุษย์มันสร้างแต่ความเดือดร้อนจนใคร ๆ ก็พูดถึงมันกันทั้งนั้น ไม่มีใครที่ไม่รู้จักปีศาจชั่วตนนั้นหรอก” หญิงสาวตอบอย่างแค้นเคือง
แดนตรีแปลกใจว่ามนุษย์จะรู้จักจอมปีศาจเมฆน้ำแข็งได้อย่างไร ถ้าจะมีใครรู้จักจอมปีศาจชั่วร้ายที่มาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับโลกมนุษย์อยู่ในเวลานี้ก็ไม่น่าจะใช่คนธรรมดา อย่างน้อยก็ต้องเป็นผู้ที่มีปรีชาหยั่งรู้ในขั้นสูงจึงจะสามารถสัมผัสกับมันได้
แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันแน่

0 ความคิดเห็น:

ตัวอย่างหนังแฮรี่ พอตเตอร์ กับเจ้าชายเลือดผสม

ตัวอย่างพิเศษจาก Harry Potter 6

ตัวอย่างภายนตร์เรื่อง The Secret of Moonacre

เกมส์

สไลด์