บทที่ 19 ที่ซ่อนดาบพิชิตมาร
เทพตรัสวินและแดนตรีลอยอยู่เหนือขอบหลุมอุกกาบาตใหญ่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในจักรวาล ซึ่งหลุมดังกล่าวเกิดจากดาวหางพุ่งชนดาวเคราะห์เมื่อหลายล้านปีก่อน เด็กชายลอยตัวอยู่ในลูกโป่งวิเศษที่เทพตรัสวินบันดาลขึ้นเพื่อป้องกันกายหยาบของเขาไม่ให้ขาดอากาศ ภายในลูกโป่งใสมีอากาศหายใจได้สะดวกและมีเชือกมัดปากลูกโป่งวิเศษไว้เพื่อให้เทพตรัสวินสามารถจูงไปทางอื่นได้ เทพตรัสวินบอกว่าถ้าเขาได้ดาบพิชิตมารมาครอบครองก็ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อะไรช่วยอีก ดาบพิชิตมารจะคุ้มครองเขาในทุกด้าน พลังจากดาบพิชิตมารจะปลุกพลังวิเศษในตัวของเด็กชายขึ้นทำให้เขาสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนผู้วิเศษ
“ใช่ที่นี่หรือไม่” เทพตรัสวินถาม
ด้วยเหตุว่าช่วงนั้นเป็นเวลากลางคืนภายในบ่อมืดครึ้ม แดนตรีพยายามสังเกตสิ่งที่พอจะทำให้คุ้นตาบ้าง แต่ก็เจอเพียงก้อนหินและหลุมบ่อซึ่งที่ไหนก็อาจจะมีได้เหมือนกัน ถ้ามีสัตว์ประหลาดออกมาสักตัวสองตัวเหมือนที่เห็นในนิมิตความทรงจำเขาก็พอจะสรุปได้ว่าที่นี่ใช่ที่ซ่อนดาบพิชิตมารหรือไม่ แต่ตอนนี้ภายในหลุมอุกกาบาตดูเงียบสงบไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
“มันก็ดูคล้ายนะครับแต่ผมไม่แน่ใจ ถ้าเห็นสัตว์ประหลาดสักตัวสองตัวก็อาจจะพอสรุปได้ว่าใช่ที่ซ่อนดาบหรือไม่ ผมจำเจ้าสัตว์ประหลาดเก้าตัวที่อยู่ในบ่อได้ติดตาเพราะพวกมันน่ากลัวมาก” แดนตรีพูด
“เท่าที่ข้าฟังเจ้าเล่ามาข้าคิดว่าน่าจะใช่นะ แต่เพื่อความมั่นใจเดี๋ยวข้าจะเรียกสัตว์ประหลาดออกมาให้เจ้าดูทีเดียวพร้อมกันทุกตัวเลยดีกว่า” เทพตรัสวินกล่าว
“ท่านสามารถเรียกพวกมันออกมาได้ทุกตัวเลยหรือครับ” แดนตรีทึ่งในความสามารถของเทพตรัสวินเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน เขาช่างเป็นเทพพิทักษ์ที่มีปรีชาเหลือล้น
“พวกสัตว์ประหลาดมันไม่เชื่อฟังข้าขนาดนั้นหรอก ถึงแม้ข้าจะเคยปราบพวกมันได้ก็ตาม ข้าจะใช้เสียงกลองเรียกพวกมันออกมา พวกมันไม่ชอบอะไรที่เสียงดังพอได้ยินเสียงกลองพวกมันก็จะหงุดหงิดแล้วออกมาเดินหาสาเหตุทีนี้เจ้าก็คอยดูก็แล้วกันว่าจำตัวไหนได้บ้าง”
เทพตรัสวินบันดาลกลองใหญ่เหมือนกลองสะบัดชัยขึ้นกลางอากาศแล้วสั่งให้ไม้สองอันตีกลองโดยปราศจากคนตี เสียงกลองดังกระหึ่มรัวเร็วจนหัวใจของเด็กชายเต้นโครมครามตามจังหวะกลอง สักครู่ก็มีเงาตะคุ่มตัวใหญ่ปรากฏขึ้นในบ่อหลายจุด พวกมันไม่ได้หลบซ่อนอยู่ในดิน ในโพรง หรือในถ้ำ แต่พวกมันแทรกกายหลบอยู่ในช่องอากาศทั้งที่พวกมันตัวใหญ่ราวกับไดโนเสาร์
แดนตรีเพ่งมองลงไปในบ่อแต่มันมืดมากเขาจึงมองเห็นไม่ถนัด เทพพิทักษ์ชี้ขึ้นไปที่ดาวดวงหนึ่งบันดาลให้ลอยลงมาส่องแสงอยู่เหนือบ่อ โอ ทีนี้ในบ่อสว่างจ้าเหมือนกลางวันเลย แสงดาวนี้สว่างเย็นไม่ร้อนแรงเหมือนแสงอาทิตย์ เด็กชายยิ้มพลางนึกว่าเทพผู้วิเศษทำเรื่องน่าทึ่งได้อีกแล้ว
เด็กชายมองสัตว์ประหลาดเก้าตัวที่ออกมาเดินหงุดหงิดงุ่นง่าน บ้างบินร่อนไปมาอยู่ภายในบ่อ ในที่สุดเขาก็มั่นใจว่าที่นี่จะต้องเป็นที่ซ่อนดาบอย่างแน่นอน
“ใช่แล้วครับ ที่นี่ไม่ผิดแน่นอน สัตว์ประหลาดพวกนี้เหมือนที่ผมเห็นในนิมิตไม่มีผิด”
เทพตรัสวินโล่งใจ แล้วบันดาลกลองให้หายไป
“แล้วดาบซ่อนอยู่ตรงไหน” เทพพิทักษ์ถาม
แดนตรีฉีกยิ้มแล้วตอบว่า
“ผมไม่รู้ครับ”
“อ้าว”
“ก็ที่ซ่อนมันเป็นโพรงเล็กนิดเดียวแล้วท่านเทพบุตรแดนตรียังเอาก้อนหินมาปิดปากโพรงไว้อีก เท่าที่ผมดูในบ่อตรงไหนมันก็คล้ายไปหมด ผมไม่แน่ใจว่ามันอยู่ตรงไหน แต่ถ้าได้ลงไปเดินสำรวจดูใกล้ ๆ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะจำได้ครับ”
“อันตรายเกินไป เอ๊ะ ป่านนี้เจ้ายักษ์ขี้เกียจยังไม่โผล่มาอีก” เทพตรัสวินบ่นหาโอฬาริกซึ่งเทพนารีแห่งดินแดนปริศนาบอกว่าจะส่งตามมาทันที
“ข้าอยู่นี่” โอฬาริกปรากฏร่างขึ้นใกล้เทพตรัสวิน “ข้าหลงทางไปอีกด้านหนึ่งของบ่อกล้าหาญพอได้ยินเสียงกลองข้าก็ตามเสียงมา” ยักษ์มองลงไปในบ่อกล้าหาญ “แม่เจ้าโว้ย พวกมันช่างน่าเกลียดน่ากลัวเสียจริง นั่นตัวอะไรน่ะ ตัวใหญ่เหมือนปลาวาฬยักษ์ ดำผุดดำว่ายอยู่ในบ่อเหมือนว่ายอยู่ในมหาสมุทร”
“ปลากินเทพ” เทพตรัสวินบอก
“โชคดีที่ข้าไม่ใช่เทพ มันคงจะไม่กินข้า” โอฬาริกพูดกระหยิ่ม
“เจ้าเป็นเทพกึ่งอมนุษย์” เทพตรัสวินติง
โอฬาริกหน้าเจื่อนแล้วทำเป็นถามโน่นถามนี่กลบเกลื่อน
“แล้วนั่นอะไร เหมือนจระเข้ข้าเห็นมันเดี๋ยวโผล่เดี๋ยวหาย”
“มันคือจระเข้ล่องหน นิสัยเสียของมันคือชอบซุ่มโจมตี เจ้าจะไม่รู้เลยว่าระหว่างที่มันล่องหนมันแอบซุ่มอยู่ที่ใด”
“ตัวที่บินไปพ่นไฟไปต้องเป็นมังกรพ่นไฟอย่างแน่นอน”
“ถูกต้อง”
“โอ นั่นมันงูหรือว่าอะไรมีเจ็ดหัวส่ายไปมายั้วเยี้ยน่าขยะแขยง”
“อรพิษเจ็ดหัว ต้องตัดหัวที่อยู่ตรงกลางของมันให้ได้ มันจึงจะยอมแพ้”
“นั่นตัวอะไรที่กำลังวิ่งไต่ไปตามบ่อ”
“สุนัขฉีกวิญญาณ ถ้าถูกมันกัดมันจะกัดไม่ปล่อยแล้วฟัดเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่วิญญาณ”
“โอ้โฮ แต่ละตัวดุร้ายทั้งนั้นเลย แล้วตัวที่บินไปถ่ายไปนั่นข้าว่ารูปร่างมันเหมือนค้างคาวนะ”
“มันคือค้างคาวมูลกรด ถ้าเจ้าถูกมูลของมันร่างของเจ้าก็จะถูกย่อยสลายไปทันทีเหมือนโดนน้ำกรด”
“บรื๋อ” โอฬาริกคราง “โอ ดูเจ้าตัวนั้นสิมันช่างน่าเกลียดน่ากลัว ตัวกลม ๆ เหมือนด้วงดิน ดูไม่ออกว่าหัวหางอยู่ทางไหน”
“มันคือหนอนเกราะเหล็ก อาวุธชนิดใดก็ฟันแทงมันไม่เข้า”
“อ้าวแล้วท่านเอาชนะมันได้อย่างไร” โอฬาริกสงสัย
“มันกลัวไฟ”
“อ้อ”
“แต่ถ้าพลังของเจ้าไม่แกร่งพอที่จะบันดาลไฟพ่นใส่มันจนมันยอมแพ้หนีไปล่ะก็ เจ้าอย่าเสี่ยงลงไปท้าดวลกับมันจะดีกว่า”
“อ๋อ แน่นอนอยู่แล้ว ข้าไม่มีวันลงไปท้าดวลกับมันแน่ เพราะข้าไม่เคยนึกอยากเป็นเทพพิทักษ์ เอ๊ะ นั่นตัวอะไรทำไมหัวเป็นคนมีสองเขา”
“ถ้าเจ้าหมายถึงสัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งกระทิงล่ะก็นั่นคือกระทิงธนู มันมีอาวุธร้ายแรงอยู่สองอย่างคือเขาดับจิตกับธนูระเบิด”
“ข้าอยากเห็นจริง ๆ ว่าท่านเอาชนะมันได้อย่างไร”
“แล้วอีกตัวหนึ่งล่ะครับ มันคล้ายสิงโต ผมเห็นมันนอนอยู่ใกล้โพรงที่ซ่อนดาบตอนที่เห็นในนิมิตความทรงจำ” แดนตรีถามขึ้น
“ตัวสุดท้ายคือสิงโตศิลา นิสัยดุร้ายเหมือนสัตว์ป่าเป็นหัวหน้าฝูงสัตว์ประหลาดที่อยู่ในบ่อกล้าหาญทั้งหมด”
“พวกมันไม่เห็นมีคอกหรือกรงกั้นไว้เลยนี่ครับ ถ้าลงไปพวกมันจะไม่รุมเอาหรือครับ” แดนตรีสงสัย
“พวกมันแบ่งหน้าที่กันอย่างมีระเบียบ ด่านใคร ๆ ก็รักษากันเอาเอง จะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ระหว่างที่สัตว์ประหลาดตัวหนึ่งสู้อยู่กับเทพ พวกที่เหลือมันก็จะนั่งดูเหมือนคนเชียร์มวยอยู่ข้างสนาม ถ้าฝ่ายตนได้เปรียบก็จะเฮกันขึ้นเป็นพัก ๆ ถ้าฝ่ายตนเสียเปรียบมันก็บ่นด่าและอาฆาตว่าถ้าผ่านมาถึงด่านของพวกมันที่เหลือ พวกมันจะซัดให้น่วม อะไรทำนองนี้แหละ”
“แล้วถ้าเอาชนะพวกมันได้หมดทุกตัวล่ะพวกมันจะทำอย่างไร” โอฬาริกสงสัย
“ถ้าตัดหัวสิงโตศิลาได้ สัตว์ประหลาดทุกตัวจะแปลงร่างเป็นเทพนักสู้ที่มีเครื่องทรงสง่างามแล้วก้มกราบรอบกายเทพผู้พิชิตองค์ใหม่เพื่อขอขมา” น้ำเสียงของเทพตรัสวินตื้นตันในศักดิ์ศรีเทพผู้พิชิต
“โอ ข้าอยากเห็นเหลือเกิน” โอฬาริกอยากรู้อยากเห็น
“ผมด้วย” แดนตรีตื่นเต้นตาม
“แต่ข้าไม่มีเวลาทำให้พวกเจ้าดูหรอกนะ ข้ายังมีภารกิจต้องทำอีกมาก ตอนนี้เรารู้แน่แล้วว่าดาบพิชิตมารซ่อนอยู่ในบ่อกล้าหาญ ข้าคิดวิธีได้อย่างหนึ่งพวกเจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะกลับไปเอาหน้ากากแก้ววิเศษมาให้แดนตรีสวมป้องกันนัยน์ตาเอาไว้ก่อน ถ้าหาดาบเจอแล้วเขาจะได้ไม่ตาบอดก่อนจะได้ออกศึก” เทพตรัสวินส่งเชือกจูงลูกโป่งวิเศษให้โอฬาริกถือก่อนจะหายตัววับไป
“ศึกอะไรหรือครับ” แดนตรีถามโอฬาริก
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” โอฬาริกยักไหล่
“แล้วเทพตรัสวินจะไปหาหน้ากากแก้ววิเศษได้จากที่ไหนครับ” แดนตรีเป็นห่วงว่าเทพตรัสวินต้องมาลำบากเพราะเขาเป็นต้นเหตุ ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นเทพตรัสวินก็คอยช่วยเหลือเป็นธุระให้ทุกอย่าง จนบางครั้งเด็กชายรู้สึกละอายใจว่าตนเองนั้นช่างโง่เขลานักต้องพึ่งพาผู้อื่นอยู่ร่ำไป
“ก็คงจะแถว ๆ คลังเก็บสมบัติของเขากระมัง” โอฬาริกเดาแล้วยังติดพันเล่าต่อว่า “เขาชอบสะสมพวกหน้ากากพิสดารซึ่งได้จากการท่องเที่ยวไปในจักรวาลต่าง ๆ หน้ากากที่เขาสะสมล้วนมีคุณสมบัติวิเศษต่างกัน ข้าเคยไปดูที่วิมานของเขามาแล้วมันแขวนอยู่บนผนังเต็มไปหมดแม้กระทั่งบนเพดานก็ยังมี”
คุยกันยังไม่ทันถึงไหนเทพตรัสวินก็ปรากฏร่างขึ้น ในมือถือหน้ากากแก้วมาอันหนึ่งคล้ายพลาสติกใสที่เป็นของเด็กเล่นในโลกมนุษย์ซึ่งดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก
“โอ๊ะ ทำไมกลับมาเร็วนักล่ะท่าน” โอฬาริกสะดุ้ง
เทพตรัสวินไม่ตอบแต่กลับยื่นหน้ากากให้โอฬาริกพลางพูดเสียงค่อนข้างแข็งว่า
“ให้แดนตรีสวมหน้ากากป้องกันรังสีอันนี้ไว้ แล้วเดี๋ยวเราจะได้ลงไปหาดาบกัน”
“เรา...ลงไปหาดาบ!” โอฬาริกตะโกนหน้าตาตื่น
“ใช่ เราต้องลงไปในบ่อเพื่อค้นหาดาบให้เจอ” เทพตรัสวินกล่าวเสียงเย็นชา
“ไม่ใช่ท่านกับแดนตรีเท่านั้นหรือที่ต้องลงไปหาดาบน่ะ” โอฬาริกบ่ายเบี่ยง
“เราต้องช่วยกัน ข้าจะเป็นผู้จูงลูกโป่งวิเศษพาแดนตรีไปหาดาบ ส่วนเจ้าไปคอยล่อหลอกสัตว์ประหลาดให้ไปทางอื่น” เทพตรัสวินกอดอกอย่างวางอำนาจ
“นี่หรือแผนของท่าน ให้ข้าเป็นตัวล่อสัตว์ประหลาด ส่วนท่านถือลูกโป่งเดินเล่นสบายใจเฉิบ” โอฬาริกโวยวาย
“เจ้าต้องเสียสละเพื่อช่วยเหลือเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากเทพบิดาให้สำเร็จ” เทพตรัสวินอ้างจอมเทพบดีซึ่งเป็นเทพบิดาของเทพบุตรแดนตรี
“แต่ว่า...” โอฬาริกชำเลืองมองลงไปในบ่ออย่างหวั่นใจ
“ผมว่ามันเสี่ยงเกินไปนะครับ ถ้าพลาดขึ้นมาโอฬาริกอาจถูกปลากินเทพกินตั้งแต่ด่านแรก เขาจะต้องเสียเวลารอให้ปลาถ่ายมูลอย่างน้อยก็หนึ่งหรือสองวันหรือประมาณหนึ่งถึงสองร้อยปีมนุษย์” แดนตรีค้าน
“พวกเจ้าก็ใช้ความคิดพลิกแพลงบ้างก็ได้นี่นา” เทพตรัสวินกล่าวอย่างดูถูก “ข้าไม่ได้สั่งให้โอฬาริกลงไปสู้กับสัตว์ประหลาด แต่ข้าให้เจ้าไปคอยหลอกล่อมันเอาไว้ เจ้าไม่ต้องไปสู้กับมันเพราะถึงอย่างไรยักษ์มันสมองต่ำอย่างเจ้าทำได้อย่างมากก็เพียงแค่ใช้กำลังเท่านั้น การสู้กับสัตว์ประหลาดในบ่อกล้าหาญต้องใช้ไหวพริบเป็นอย่างมากซึ่งไม่มีในยักษ์อย่างเจ้าอยู่แล้ว เจ้าแค่คอยหลอกล่อและวิ่งหนีมันให้ทันก็พอแล้ว”
ทั้งแดนตรีและโอฬาริกรู้สึกว่าเทพตรัสวินพูดจาไม่น่าฟังเหมือนที่ผ่านมาก เขาดูถูกโอฬาริกว่าเป็นยักษ์สมองต่ำไม่มีไหวพริบ แดนตรีเห็นโอฬาริกโกรธและน้อยใจจนพูดอะไรไม่ออก เพราะความรักและเคารพในองค์เทพพิทักษ์ทำให้เขารู้สึกถึงปมด้อยของตนเองจนดูน่าสงสาร
แดนตรีก็ไม่พอใจเหมือนกันและไม่ต้องการให้โอฬาริกลงไปเสี่ยงอันตรายจึงค้านว่า
“ผมไม่ให้โอฬาริกลงไปเป็นตัวล่อเด็ดขาดมันอันตรายเกินไป ในเมื่อท่านเป็นเทพพิทักษ์ที่เคยพิชิตพวกสัตว์ประหลาดมาแล้ว ท่านนั่นแหละที่ต้องลงไปเป็นตัวล่อพวกมัน แล้วให้โอฬาริกพาผมไปหาดาบ”
โอฬาริกตกใจว่าเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์กล้าเถียงเทพพิทักษ์อย่างไม่เกรงกลัวในบารมี
“เจ้า!” เทพพิทักษ์โกรธจัด
“ไม่เป็นไรแดนตรีข้าจะลงไปเป็นตัวล่อสัตว์ประหลาดไว้เอง จริงอย่างที่ท่านเทพพิทักษ์พูด ข้ามันสมองต่ำใช้ไหวพริบอะไรกับใครเขาไม่ค่อยเป็นหรอก แต่กำลังของข้ามีมหาศาลรับรองว่าข้าต้องวิ่งหนีมันทันแน่” โอฬาริกเสียสละ
“แต่...” แดนตรีจะห้ามแต่โอฬาริกยื่นมือทะลุเข้ามาในลูกโป่งวิเศษ ส่งหน้ากากแก้ววิเศษที่ดูอย่างไรก็ไม่น่าเชื่อถือให้เด็กชายแล้วถอนมือกลับออกไปโดยที่ลูกโป่งไม่มีรูรั่วแม้แต่น้อย แดนตรีมองหน้ากากแก้ววิเศษด้วยสีหน้าสลด
“ไม่เป็นไรหรอกแดนตรีข้าขอยืนยันว่าข้าจะไปเป็นตัวล่อสัตว์ประหลาดเอง หน้าที่นี้เป็นหน้าที่ที่มีเกียรติอย่างสูงเจ้าว่าไหม” โอฬาริกยืนยันแกมพูดติดตลกทั้งปลอบใจตนเองและแดนตรีไปพร้อมกัน
เทพพิทักษ์ถอนใจอย่างโล่งอกที่โอฬาริกยอมรับความเสี่ยงในครั้งนี้เสียเอง
แต่ถึงอย่างไรแดนตรีก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเทพอัศวินผู้กล้าหาญของเขา จึงเกิดไม่กล้าอยากจะเสี่ยงขึ้นมาอย่างผิดวิสัย
แดนตรีใส่หน้ากากแก้ววิเศษซึ่งมีเชือกผูกไว้ทีด้านหลังศีรษะ ขยับเล็กน้อยให้หน้ากากเข้าที่และไม่ได้ดังใจเพราะหน้ากากแก้ววิเศษดูไม่ต่างจากหน้ากากพลาสติกใสคุณภาพต่ำอย่างไรอย่างนั้น
“เอาละถ้าพร้อมแล้วเจ้าลงไปก่อน” เทพพิทักษ์สั่งโอฬาริก
โอฬาริกส่งเชือกผูกลูกโป่งวิเศษให้เทพตรัสวินแล้วถอนใจก่อนจะเหาะลงไปในบ่อ ทำเสียงดังร้องท้าทายสัตว์ประหลาดให้ออกมาประลองกัน
แดนตรีได้แต่เกาะลูกโป่งวิเศษเอาใจช่วยโอฬาริกเต็มที่
ปลากินเทพเริ่มออกทำหน้าที่ เมื่อเห็นยักษ์มาร้องท้าทายมันจึงกระโจนเข่าใส่หมายจะเขมือบ แต่โอฬาริกกระโดดหลบทัน หลังจากนั้นปลากินเทพก็ดำผุดดำว่ายไล่ตามโอฬาริกไม่หยุดยั้ง โอฬาริกเอาแต่วิ่งหนีให้เร็วที่สุดแต่ก็ไปจนมุมที่ข้างบ่อจนได้ ยักษ์เรียกกระบองทองหัวหนามออกมาสู้กับปลากินเทพ เขาเอากระบองทุบหัวปลาแต่แทนที่มันจะกลัวมันกลับยิ่งโกรธพุ่งหัวเข้าชนโอฬาริก ทว่าโอฬาริกหายตัวหลบทันหัวปลากินเทพจึงชนเข้ากับหินข้างบ่อจนเป็นรูและหัวของมันก็ติดอยู่ในรูนั้น มันดิ้นรนจะเอาหัวออกจากรูพลางฟาดหางมหึมาลงกับพื้นเพื่อช่วยขยับหัวออกมา จังหวะนั้นเองเทพตรัสวินก็ได้โอกาสถือเชือกผูกลูกโป่งวิเศษที่มีแดนตรีอยู่ข้างในเหาะลงไปในบ่อกล้าหาญอีกด้านหนึ่งที่อยู่ห่างจากคู่ต่อสู้ แล้วเริ่มลอยหาโพรงที่ซ่อนดาบไปตามข้างบ่อ ในขณะที่สัตว์ประหลาดตัวอื่นกำลังชมการต่อสู้ของเพื่อนอย่างเมามัน เหมือนคนใจจดจ่อดูมวยอยู่ข้างเวทีไม่สนใจว่าใครจะเดินไปเดินมาทำอะไร
เทพตรัสวินลอยพาแดนตรีตรวจหาโพรงที่ซ่อนดาบได้ประมาณครึ่งบ่อ แดนตรีก็รู้สึกขนลุกชูชันไปทั้งกาย เหมือนมีพลังบางอย่างดึงดูดอย่างลึกลับ
เด็กชายแนบลำตัวชิดผนังลูกโป่งวิเศษเข้าไปอีก หน้าติดกับผนังลูกโป่งวิเศษจนดูบิดเบี้ยว เขาเพ่งดูก้อนหินแต่ละก้อนอย่างตั้งใจและใช้สมาธิสูง และแล้วก็เจอเข้าก้อนหนึ่งที่ดูคุ้นตา ยิ่งลอยเข้าไปใกล้พลังในกายของเขาก็ยิ่งวิ่งเร็วเหมือนลมปราณเดือด หัวใจเต้นรัวแรง หายใจถี่ขึ้น และตัวเบาหวิวเหมือนจะลอยออกไปนอกลูกโป่ง
“ตรงนั้นครับ เข้าไปใกล้ ๆ หน่อย” แดนตรีชี้ไปที่ก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง เทพตรัสวินลอยเข้าไปใกล้ก้อนหินแล้วถามว่า
“ตรงนี้ใช่หรือไม่”
“ผมว่าตรงนี้แหละครับ ผมรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ส่งออกมากระทบกับร่างกาย” แดนตรีพูดอย่างมั่นใจ
เทพตรัสวินไม่รอช้ายื่นมือข้างหนึ่งออกไปข้างหน้าส่งพลังวิเศษไปที่ก้อนหินหมายจะยกมันออกไปให้พ้นทาง
ก้อนหินเริ่มสั่น...ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“หยุดนะเจ้าปีศาจ!”
พอแดนตรีเงยหน้าขึ้นไปมองที่เจ้าของเสียงเขาถึงกับหงายหลังนั่งงงอยู่ในลูกโป่งวิเศษ
เทพตรัสวินอีกองค์หนึ่งยืนผงาดอยู่บนก้อนหิน
เป็นไปไม่ได้!
เด็กชายมองเทพตรัสวินกับเทพตรัสวินสลับกันไปมาอย่างงวยงง
นี่มันอะไรกัน
มีเทพตรัสวินสององค์
เป็นไปได้อย่างไร
















0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น