บทที่ 18 ความทรงจำที่หวนคืน
นางฟ้าไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ต่อรองเล่นหมากรุกอีกถึงสองสามกระดาน เมื่อเอาชนะแดนตรีไม่ได้เธอจึงต้องยอมแพ้ในที่สุด แต่เธอก็ยังไม่ยอมเฉลยเรื่องจะช่วยแดนตรีไม่ให้ตาบอดได้อย่างไรเมื่อเห็นแสงดาบพิชิตมารกับให้พรความทรงจำที่ซ่อนของดาบพิชิตมาร
มาถึงขั้นนี้แล้วแดนตรีก็ใจเย็นที่จะรอต่อไป ความอดทนนำมาซึ่งความสำเร็จอันสมบูรณ์
นางฟ้าเหาะไปลอยนิ่งอยู่ริมลำธารสีทองซึ่งแดนตรีเห็นว่ามันสวยดีและรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อนจึงไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก เพียงแต่แปลกใจว่าทำไมน้ำในลำธารจึงเป็นสีทองก็เท่านั้นเอง แต่ที่ไม่ถามนางฟ้าเพราะไม่ใช่กิจของตน จุดมุ่งหมายของเขาอยู่ที่ความทรงจำสถานที่ซ่อนดาบพิชิตมารเท่านั้น
“ท่านอยากรู้ไหมว่าทำไมข้าต้องวางกลไกทางเข้าสู่ดินแดนปริศนาให้ยากและเสี่ยงอันตราย” นางฟ้าถามขึ้นพลางชม้อยชม้ายไปทางแดนตรีก่อนจะทอดสายตามองไปในลำธาร
“อยากรู้ครับ” แดนตรีตอบไม่ลังเล เขาก็สงสัยอยู่เหมือนกันแต่ไม่คิดว่าจะมีใครไขปริศนาให้เขาได้
นางฟ้าพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะชำเลืองแลไปในลำธารอีกครั้ง
แดนตรีเดินไปยืนข้างนางฟ้าพลางมองลงไปในลำธาร แล้วก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นชัดว่าน้ำสีทองที่เห็นนั้นความจริงไม่ใช่สีของน้ำ แต่เป็นธาตุชนิดหนึ่งที่อยู่ก้นลำธารต่างหากที่เปล่งประกายสีทองขึ้นมาทำให้น้ำดูเป็นสีทอง
“นั่นอะไรครับ”
“ธาตุทอง”
“ธาตุทอง!”
“ถูกต้องแล้วมันคือธาตุทองหรือเรียกสั้น ๆ ว่าทอง มีมนุษย์และผู้มีอาคมบางจำพวกที่มีความโลภเห็นดินแดนปริศนาของข้าเป็นขุมทองที่ใคร ๆ ก็อยากจะเข้ามาขุด แต่ทองในดินแดนปริศนาของข้าไม่จำเป็นต้องขุด มันมีอยู่ในดินแดนแห่งนี้เต็มไปหมดจะเก็บจะหยิบอย่างไรก็ได้ตามสบาย ข้าไม่อยากข้องเกี่ยวกับความโลภของมนุษย์และผู้มีอาคมเหล่านั้นเพราะมันทำให้ข้าไม่สบายจิต เมื่อข้าเศร้าหมองดอกจำปีแห่งความทรงจำก็จะไม่ออกดอก แล้วข้าก็จะไม่ได้บุญจากการให้พรผู้ที่มาขอความช่วยเหลือ ข้าจึงต้องวางกลไกลเอาไว้ในสรวงมายาที่ท่านเดินทางผ่านมา ถ้าเดินไปตามเส้นทางในป่าจะพบกับเขาวงกตกว่าจะหาทางออกจากเขาวงกตได้อย่างน้อยต้องใช้เวลาเจ็ดเดือน ที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นเพราะเป็นการพิสูจน์ความตั้งใจของเทพ มนุษย์หรือสัตว์ที่ประสงค์จะมาขอพรจากข้า ถ้าพวกเขามาด้วยความบริสุทธิ์ใจเทพผู้รักษาดินแดนปริศนาจะเปิดทางออกให้ แต่ถ้าผู้ใดมีแต่ความโลภโดยยกเอาพรของข้ามาบังหน้า ผู้นั้นก็จะเดินวนเวียนอยู่ในเขาวงกตจนเกิดความเบื่อหน่ายท้อแท้และไม่อยากมาขุดทองที่ดินแดนปริศนาของข้าอีก เมื่อครบกำหนดเจ็ดเดือนผู้นั้นก็จะถูกปล่อยตัวออกจากเขาวงกตพร้อมกับประตูทางเข้าจะปิดตายสำหรับผู้ที่มีจิตใจโลภตลอดไป
ไม่ว่าจะเป็นภูเขาเหนือเมฆาที่ท่านใช้เดินเป็นทางลัด หน้าผาแห่งความว่าง เหวไม่มีวันถึงหรือแม้กระทั่งกลไกลบันไดศิลา ล้วนเป็นอุบายของข้าทั้งสิ้น เพื่อพิสูจน์ความตั้งใจจริงของผู้ที่จะมาขอพรจากข้า ถ้าพวกเขามาด้วยความบริสุทธิ์ใจก็จะสามารถฝ่าอันตรายมาถึงยอดเขาเหนือเมฆาได้ แต่การจะเข้าถึงดินแดนปริศนาจะต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวและมีความกล้าหาญอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งท่านก็ได้ประจักษ์แล้วว่ากลไกบันไดศิลานั้นอันตรายเพียงใด อันที่จริงถ้าเป็นเจ้ายักษ์ขี้โมโหที่รอท่านอยู่บนยอดเขาเหนือเมฆามันก็คงจะข้ามมาได้ไม่ยาก แต่ที่ข้าต้องวางกฎเอาไว้ว่าห้ามยักษ์ตนใดเข้ามาขอพร เพราะพวกยักษ์มักไม่ค่อยเคารพกฎ ใจร้อน และชอบใช้กำลัง ให้รอนิดรอหน่อยก็รอไม่ได้ พอไม่ได้ดังใจก็ด่าทออาละวาด ข้าจึงสั่งห้ามไม่ให้ยักษ์เข้ามาขอพรเด็ดขาด ทีนี้ท่านก็คงเข้าใจแล้วนะว่าทำไมดินแดนปริศนาจึงไม่ต้อนรับยักษ์”
“ครับ แต่ทำไม...” แดนตรีสงสัยแต่ไม่กล้าถาม
“ท่านสงสัยว่าทำไมเทพบุตรแดนตรีจึงเข้าออกดินแดนปริศนาได้สะดวกใช่ไหม” นางฟ้ารู้ใจ
“เอ่อ ครับ” แดนตรีละอายใจนิด ๆ
“เดี๋ยวท่านก็จะได้รู้ด้วยตนเอง” นางฟ้ายิ้มสวยและน่ารัก “ในลำธารมีธาตุทองมากมายท่านเก็บเอาไปสิ”
“ขอบคุณครับ แต่ผมไม่อยากได้” แดนตรีตอบโดยไม่ต้องคิดเพราะพื้นฐานแห่งจิตนั้นไม่ใช่คนโลภ
นางฟ้ายิ้มหวาน
“ขออภัย ข้าลืมไปว่าของท่านมีมากกว่าของข้าเป็นหลายเท่า ไม่เป็นไรข้ารู้ว่าท่านต้องการอะไร แต่ก่อนที่ข้าจะให้พรความทรงจำกับท่านข้าจะขอกล่าวถึงวิธีป้องกันนัยน์ตาให้ท่านรู้ก่อน”
แดนตรีตั้งใจฟัง
“ท่านจงไปหาหน้ากากป้องกันรังสีมาสวมบังนัยน์ตาเอาไว้ตลอดเวลาเพียงเท่านี้ท่านก็จะไม่ตาบอดเมื่อมองดาบพิชิตมาร”
“เท่านี้เองหรือครับ” แดนตรีไม่อยากจะเชื่อเส้นผมบังภูเขาแท้ ๆ
“บางครั้งคนเราก็คิดมากเกินไปจนมองข้ามความเป็นจริงของธรรมชาติ”
“ถ้าอย่างนั้นใช้แว่นกันแดดได้ไหมครับ” แดนตรีคิดอะไรขึ้นมาได้
“การใช้ของคุณภาพต่ำเกินไปจะป้องกันอะไรไม่ได้”
“อ้าว ถ้าอย่างนั้นผมต้องใช้หน้ากากแบบไหนครับ”
“หน้ากากที่แสงสังหารไม่สามารถผ่านได้”
“คือ อันที่จริงท่านก็ตอบถูกและตรงไปตรงมาดีนะครับ แต่ทำไมผมเข้าใจยากจัง” เด็กชายพูดไม่เต็มเสียงแกมเขินในความเขลาของตนเอง
นางฟ้าหัวเราะแล้วพูดว่า
“ข้าลืมไปว่าตอนนี้ท่านเป็นเพียงเด็กมนุษย์ที่อ่อนเยาว์ แต่ท่านน่ะฉลาดเป็นกรดเลยนะ ท่านจะตำหนิว่าข้าพูดวกไปวนมาใช่ไหมล่ะ เอาเถอะถึงข้าอธิบายไปท่านก็อาจจะไม่เข้าใจ และลำพังท่านก็คงจะไปเอามาได้ยาก ข้าจะพูดย่อ ๆ ว่าหน้ากากที่สามารถป้องกันรังสีสังหารได้จะต้องเป็นหน้ากากแก้ววิเศษ มันสามารถมองเห็นในความมืดได้เหมือนมองในเวลากลางวันและมีพลังต้านรังสีทุกชนิด”
“แล้วผมจะไปหาหน้ากากแก้ววิเศษได้จากที่ไหนครับ”
“นำความที่ข้าแจ้งแก่ท่านไปบอกท่านเทพพิทักษ์แล้วเขาจะจัดการหาให้ท่านเอง”
แดนตรีโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้แต่ก็ไม่กล้าถามเพราะเกรงว่านางฟ้าจะรำคาญที่เขาถามจุกจิก แต่นางฟ้าก็ตอบมาเหมือนรู้ใจว่า
“มีใครบ้างในโลกทิพย์ที่จะไม่รู้จักเทพพิทักษ์ตรัสวิน ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปทั่วทั้งสามภพ แต่ที่เขาไม่สามารถปราบปีศาจเมฆน้ำแข็งได้ในเวลานี้เพราะหนึ่งไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของเขา สองปีศาจเมฆน้ำแข็งมีพลังชั่วร้ายเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าหลังจากที่มันเสพกิเลสมนุษย์เป็นอาหารซึ่งท่านเองก็ประจักษ์อยู่กับใจ”
“ครับ ผมทราบ แล้วที่ซ่อนดาบล่ะครับ” แดนตรีวกเข้าเรื่องสำคัญ
นางฟ้ายิ้มพรายพลางกรีดนิ้วในอากาศดอกจำปีแห่งความทรงจำก็ปรากฏอยู่ในมือเรียวขาวละเอียดลออแล้วจึงยื่นให้เด็กชายพลางบอกว่า
“ท่านต้องดมดอกจำปีแห่งความทรงจำอีกครั้ง เพราะดอกจำปีแห่งความทรงจำสามารถให้พรท่านได้ครั้งละหนึ่งอย่างเท่านั้น ตั้งจิตอธิษฐานแล้วดมเลย”
แดนตรีรับดอกไม้มาถือไว้ในมือหลับตาอธิษฐานขอให้จำได้ว่าเทพบุตรแดนตรีเอาดาบพิชิตมารไปซ่อนไว้ที่ไหน แล้วสูดกลิ่นหอมเย็นลงไปในอกพลันนิมิตภาพในอดีตก็ปรากฏขึ้นในจิต
เด็กชายเห็นเทพบุตรแดนตรีถือดาบเหาะไปที่...ที่ไหนเขาไม่รู้ รู้แต่ว่ามันเป็นเหมือนหลุมอุกกาบาตที่ไหนสักแห่ง ในหลุมอุกกาบาตมีสัตว์ประหลาดยักษ์อยู่หลายตัวล้วนแต่ตัวใหญ่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่เมื่อเทพบุตรแดนตรีถือดาบพิชิตมารที่มีแสงสว่างจ้าเหาะเข้าไปในหลุมหรือบ่อก็ไม่แน่ใจ สัตว์ประหลาดเหล่านั้นกลับมีท่าทางหวาดกลัว บ้างหมอบหลบหลังก้อนหินหลับตาปี๋ บ้างวิ่งเข้าไปหลบในถ้ำ บ้างหันหลังไม่กล้าแม้แต่จะมอง บางกระโดดขึ้นในอากาศแล้วดำดินหนีเหมือนปลาดำน้ำแต่แปลกที่แผ่นดินไม่มีรอยแยกแม้แต่น้อย พวกมันดูไม่ต่างจากสัตว์เชื่อง ๆ ทั้งที่พวกมันดูน่ากลัวและท่าทางดุร้ายมาก
เทพบุตรแดนตรีเหาะวนไปรอบหลุมอุกกาบาตแล้วหยุดอยู่ที่หน้าโพรงแห่งหนึ่งซึ่งมีสิงโตศิลาตัวมหึมานอนอยู่ไม่ไกลนัก พอเห็นเทพบุตรแดนตรีถือดาบเข้าไปใกล้สิงโตศิลาก็ขยับเขยื้อนลุกวิ่งหนีไปเหมือนสุนัขขี้ขลาด เทพบุตรแดนตรีตกลงใจซ่อนดาบไว้ในโพรงแห่งนั้นซึ่งดูไม่สะดุดตาแล้วใช้พลังวิเศษยกหินก้อนใหญ่ไปปิดปากโพรงพรางตาไว้ เขาลอยนิ่งดูผลงานของตนเองด้วยภูมิใจอยู่สักครู่ก่อนจะเหาะทะยานขึ้นฟ้าไป เหล่าบรรดาสัตว์ประหลาดในบ่อก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ แล้วภาพก็จางหายไป
“เป็นอย่างไรบ้าง” นางฟ้าถามด้วยความอยากรู้
“ผมเห็นแล้วครับว่าเทพบุตรแดนตรีซ่อนดาบพิชิตมารไว้ที่ไหน” แดนตรีตอบพลางตื่นเต้น
“ที่ไหน” นางฟ้าถามเร็ว
แดนตรียิ้มแล้วตอบเสียงอ่อยว่า
“ไม่รู้ครับ”
“อ้าว แล้วท่านเห็นอะไรบ้าง”
“เห็นหลุมอุกกาบาตหลุมใหญ่มหึมาเลยครับ ในนั้นมีสัตว์ประหลาดอยู่ประมาณเก้าตัว แต่ละตัวท่าทางดุร้ายทั้งนั้น ผมเห็นท่านเทพบุตรแดนตรีนำดาบไปซ่อนไว้ในโพรงเล็ก ๆ แล้วเอาก้อนหินปิดปากโพรงไว้ เห็นเท่านั้นเองครับ” แดนตรีเล่า
นางฟ้ามีสีหน้าครุ่นคิดแล้วเปรยอย่างไม่แน่ใจว่า
“เท่าที่ข้าฟังดูลักษณะของหลุมอุกกาบาตที่ท่านว่ามันน่าจะเป็นบ่อกล้าหาญ...หรือเปล่าข้าไม่แน่ใจ”
“บ่อกล้าหาญ!” แดนตรีลืมตัวตะโกนขึ้นแล้วรีบยกมือปิดปากก่อนจะลดเสียงลงให้เกือบเท่าปกติทั้งที่เขาตกใจและตื่นเต้นมาก “บ่อกล้าหาญหรือครับ”
“อาจจะเท่านั้น ข้าไม่แน่ใจ เอ๊ะ ท่านรู้จักบ่อกล้าหาญด้วยหรือ” นางฟ้าย้อนถาม
“ท่านเทพตรัสวินเคยเล่าให้ฟังครับว่าบ่อกล้าหาญเป็นบ่อพิสูจน์ความกล้าของเทวดาที่ต้องการเป็นเทพพิทักษ์ และมีท่านเพียงองค์เดียวที่สามารถเอาชนะสัตว์ประหลาดในบ่อนั้นได้ทั้งหมด”
“ถูกต้อง ท่านเทพพิทักษ์ตรัสวินเป็นเทพพิทักษ์เพียงองค์เดียวที่เอาชนะสัตว์ประหลาดในบ่อกล้าหาญได้ทั้งหมด จึงได้รับการแต่งตั้งจากจอมเทพให้เป็นหัวหน้าเทพพิทักษ์ นอกนั้นเป็นเทพพิทักษ์ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองลงไปตามความสามารถที่เอาชนะสัตว์ประหลาดได้ ความสำคัญของตำแหน่งขึ้นอยู่กับว่าเทพองค์ใดสามารถเอาชนะสัตว์ประหลาดได้กี่ตน ถ้าแพ้ตั้งแต่ด่านแรกก็จะไม่ได้เป็นเทพพิทักษ์ หรือถ้าชนะได้เพียงแค่ด่านแรกก็จะได้เป็นเทพพิทักษ์ปลายแถว แต่ท่านเทพตรัสวินเป็นเทพพิทักษ์ที่ใคร ๆ ก็ยกย่องสรรเสริญในความกล้าหาญชาญชัย”
เด็กชายรู้สึกภูมิใจที่ได้รู้จักกับเทพพิทักษ์ผู้กล้าหาญที่สุด
“แล้วท่านคิดว่าผมควรจะไปตามหาดาบพิชิตมารที่บ่อกล้าหาญหรือเปล่าครับ” แดนตรีขอคำปรึกษา
“ข้าคิดว่าไม่น่าจะผิดนะ แต่จะให้แน่ใจควรถามเทพพิทักษ์ดูก่อนว่าสถานที่ที่ท่านเห็นนั้นใช่บ่อกล้าหาญหรือเปล่า”
“ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องย้อนกลับไปแดนอสุระก่อน”
“ไม่ต้องย้อนกลับไปก็ได้ เดี๋ยวข้าจะเชิญท่านเทพพิทักษ์ตรัสวินมาที่นี่”
“ฮ้า ท่านทำได้หรือครับ” แดนตรีแปลกใจ
“ได้สิ เหล่าเทพเทวาใช้โทรจิตในการติดต่อถึงกัน เดี๋ยวข้าส่งกระแสจิตไปแวบเดียวเดี๋ยวท่านก็มาถึงแล้ว”
นางฟ้าหลับตาสงบนิ่งสักครู่ก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วบอกว่า
“ข้าต้องไปเตรียมน้ำชาต้อนรับท่านเทพพิทักษ์ก่อน” ว่าแล้วเธอก็เหาะไปบันดาลน้ำชาพร้อมขนมชุดใหม่ขึ้นบนโต๊ะแทนชุดเดิมที่หายไป ยังไม่ทันไรเทพพิทักษ์ก็ปรากฏร่างขึ้นบริเวณนั้น
“ท่านเทพตรัสวิน” แดนตรีดีใจวิ่งไปหาเทพพิทักษ์
“เจ้าเก่งมากแดนตรีที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคจนเข้ามาในดินแดนปริศนาได้” เทพตรัสวินกล่าวพลางเอามือใหญ่ที่มีถุงมือสีเงินสวมอยู่ตบไหล่เด็กชายเบา ๆ ดูคล้ายหุ่นยนต์ยักษ์แสดงความอ่อนโยนต่อเด็กน้อยที่แหงนหน้ามองอัศวินยอดขวัญใจ
“สวัสดีค่ะท่านเทพพิทักษ์” นางฟ้าถอนสายบัวอย่างอ่อนช้อย “ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านอุตส่าห์รีบมาทันทีที่ข้าส่งกระแสจิตไปเชิญ”
“ข้าขอคารวะท่านเทพนารีแห่งดินแดนปริศนา ถ้าท่านไม่ให้เกียรตินำทางข้ามาด้วยตนเอง ข้าก็คงไม่มาถึงเร็วเพียงนี้” เทพตรัสวินคำนับ
อ้อ นางฟ้าเป็นเทพนารีหรือหลงนึกว่าเธอเป็นนางฟ้าอยู่ตั้งนาน...แดนตรีนึกอยู่ในใจ
เทพตรัสวินกับเทพนารีมองหน้าเด็กชายแล้วหัวเราะในความคิดอันสับสนของเขา
“จะเรียกนางฟ้าหรือเทพนารีก็ได้ทั้งนั้นแหละแดนตรี เทพนารีก็หมายถึงนางฟ้าหรือเทวดาผู้หญิง แต่ที่ข้าเรียกเธอว่าเทพนารีถือเป็นการให้เกียรติสุภาพสตรีที่มีเกียรติสูงถึงตำแหน่งเจ้าหญิง”
“เจ้าหญิง!” แดนตรีอุทานพลางทำตาโต
“นี่เจ้ายังไม่รู้หรอกหรือว่าเทพนารีเป็นเจ้าหญิงแห่งดินแดนปริศนา” เทพตรัสวินฉงน
“ผมไม่รู้ครับ” แดนตรีเกิดความประหม่าไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรกับเจ้าหญิง
“ท่านจงทำตัวตามสบายเหมือนเดิมเถิด” เจ้าหญิงกล่าวอย่างอ่อนโยนแล้วเชิญเทพตรัสวินไปนั่งดื่มน้ำชาด้วยกัน “เชิญท่านเทพพิทักษ์ไปดื่มน้ำชาก่อนค่ะ”
ที่โต๊ะน้ำชามีเก้าอี้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว เทพตรัสวินดื่มน้ำชาและกินขนมพลางชมว่าขนมของเทพนารีอร่อยมาก เทพนรีจึงเชิญชวนให้เทพตรัสวินมาเที่ยวที่แดนปริศนาบ่อย ๆ
“ดินแดนปริศนายินดีต้อนรับท่านเทพพิทักษ์ตลอดเวลา ข้าถือว่าท่านเป็นแขกสำคัญของดินแดนเรา เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านเทพพิทักษ์และเทพบุตรแดนตรี ข้ามีการแสดงเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ท่านชมเพื่อความเกษมสำราญ”
เทพนารีหรือนางฟ้าของแดนตรีปรบมือเป็นจังหวะสามครั้งก็มีเสียงเพลงบรรเลงล่องลอยมาจากบนฟ้า แล้วเหล่าคนธรรพ์กับนางฟ้าก็ออกมาร่ายรำอยู่ริมลำธารสีทองอีกฝั่งหนึ่ง เป็นการร่ายรำที่สวยงามและแปลกตาคล้ายเป็นการผสมผสานศิลปะของไทยกับของอินเดียเข้าด้วยกัน อ่อนช้อยสวยงามปนตื่นเต้นเร้าใจซึ่งน่าดูชมยิ่งนัก ก่อนจบการแสดงเหล่านางฟ้าก็เหาะข้ามลำธารสีทองมาโปรยดอกไม้รอบโต๊ะน้ำชาแล้วน้อมกายลงไหว้ก่อนจะอันตรธานไปพร้อมกับเหล่าคนธรรพ์ ผู้ชมทั้งสามปรบมือให้เกียรติและแสดงความขอบคุณแก่บรรดานักแสดงสวรรค์
เทพนารีถ่ายทอดเรื่องราวการสนทนาระหว่างเธอกับแดนตรีให้เทพพิทักษ์ทราบผ่านทางกระแสจิต
เทพตรัสวินเองก็ไม่แน่ใจว่าสถานที่ที่แดนตรีเห็นนั้นจะเป็นบ่อกล้าหาญหรือไม่ เพื่อเป็นการพิสูจน์เขาจึงต้องพาแดนตรีไปดูบ่อกล้าหาญด้วยตนเอง
เจ้าหญิงแห่งดินแดนปริศนาเหาะไปส่งแขกที่ประตูอธิษฐานด้านหลังเกาะลอยฟ้า และบอกแดนตรีว่านี่คือความลับของเทพบุตรแดนตรีที่ว่าสามารถเข้าออกดินแดนปริศนาโดยสะดวกได้อย่างไร เพียงผู้ที่เธอเคยอนุญาตให้เข้าออกดินแดนปริศนาได้อธิษฐานถึงประตูนี้ แสงจากประตูอธิษฐานจะเปิดขึ้นที่ปลายทางแล้วนำทางให้เพื่อนของเธอเข้ามาในดินแดนปริศนาได้โดยสะดวกและรวดเร็ว นางฟ้าของแดนตรียังบอกอีกว่าขนมที่เขาจะนำไปฝากยักษ์ผู้ช่วยนั้นอยู่ในย่ามแล้ว แดนตรีทึ่งในความมหัศจรรย์ของสวรรค์ยิ่งนัก อะไร ๆ ก็ดูง่ายไปหมด ไม่เห็นต้องทำอะไรให้วุ่นวายเพียงแค่นึกก็สำเร็จดังประสงค์
เจ้าหญิงแนะนำว่าก่อนจะออกจากประตูให้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะไปที่ไหนแล้วก็จะไปโผล่ที่นั่นได้ทันที เทพพิทักษ์ถามว่าแม้แต่บ่อกล้าหาญหรือ เจ้าหญิงตอบว่าใช่ แม้แต่เทพพิทักษ์ก็ยังทึ่งในความมหัศจรรย์ของดินแดนปริศนา แดนตรีเป็นห่วงโอฬาริก เจ้าหญิงบอกว่าไม่ต้องห่วงถ้าเทพพิทักษ์กับแดนตรีจะไปบ่อกล้าหาญเธอจะส่งโอฬาริกตามไปทันที
แดนตรีก้าวเข้าไปใกล้เจ้าหญิงแห่งเมืองฟ้าอมร เธอเอียงคอเล็กน้อยดูอ่อนช้อยน่ารัก เด็กชายแหงนหน้ามองเธอด้วยดวงตาเป็นประกายดุจดาววาวระริก
“ท่านเป็นเจ้าหญิงนางฟ้าที่งามที่สุดเลยครับ”
เจ้าหญิงนางฟ้าของแดนตรียิ้มเอียงอาย พอใจในคำชมของเทพบุตรแดนตรีที่ซุกซน
“ออกลายแล้วไหมล่ะท่านเทพบุตรไปกันได้แล้ว...ข้าขอลาก่อน โอกาสหน้าค่อยพบกันใหม่” เทพตรัสวินหมั่นไส้ลีลากรุ้มกริ่มของเทพบุตรแดนตรีที่แฝงอยู่ในตัวเด็กชาย จนต้องรีบพาเขาออกไปจากดินแดนปริศนาก่อนที่ความทรงจำของเขาจะหวนคืนมามากกว่านี้
















0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น