หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

แดนตรีเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ บทที่ 17

บทที่ 17 จากเหวไม่มีวันถึงสู่ดินแดนปริศนา


คำภาวนาของโอฬาริกดูเหมือนจะไม่ได้ผลเมื่อแดนตรีพยายามกระโดดขึ้นกลไกบันไดศิลาไปถึงกลางทาง บันไดมันห่างมากเกินกว่าขาสั้น ๆ ของเด็กจะก้าวกระโดดไปถึงได้ แดนตรีจะทำอย่างไรดี
แดนตรียื่นครุ่นคิดอยู่บนกลไกบันไดศิลาที่ลอยไปลอยมา พลางมองแท่นศิลาขั้นถัดไปซึ่งเคลื่อนที่ไปมาด้วยความเร็วระดับปานกลาง
ไม่ได้ เขาข้ามไปไม่ได้แน่ ๆ ช่องว่างมันกว้างเกินไป
เด็กชายพยายามไม่มองลงไปข้างล้างซึ่งจะทำให้เกิดความหวาดเสียวและเสียการทรงตัว
ถ้ามีอะไรให้เหยียบกระโดดขึ้นไปก็จะดีหรอก
เด็กชายคิดหนักในขณะที่กลไกบันไดศิลาก็ลอยไปลอยมาอยู่อย่างนั้น แดนตรีสังเกตเห็นว่าพอกลไกบันไดศิลาลอยไปสุดทาง ตรงนั้นจะมีศิลาก้อนไม่ใหญ่นักอยู่ก้อนหนึ่งซึ่งลอยนิ่งอยู่ เมื่อกลไกบันไดศิลาพาเขาลอยห่างออกมาเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้
อา ซ่อนอยู่นี่เอง
ต้องรอจังหวะให้กลไกบันไดศิลาย้อนกลับไปทางซ้ายและต้องเป็นจังหวะเดียวกับกลไกบันไดศิลาขั้นถัดไปลอยไปในทิศทางเดียวกันด้วย
เนื่องจากกลไกบันไดศิลาแต่ละขั้นลอยไปลอยมาในระดับความเร็วไม่เท่ากัน บางขั้นเร็วบางขั้นช้า แดนตรีสังเกตเห็นว่าขั้นที่แดนตรียืนอยู่นั้นลอยช้ากว่าขั้นถัดไป
ขั้นถัดไปลอยไปกลับได้สองรอบจะเท่ากับขั้นที่เขายืนอยู่หนึ่งรอบ
แดนตรีเหงื่อซึมที่ข้างขมับพลางนับรอบแล้วตั้งท่ารอจังหวะ ตาจ้องอยู่ที่กลไกบันไดศิลาขั้นถัดไปไม่ให้คลาดสายตา พอกลไกบันไดศิลาลอยไปถึงสุดทางพร้อมกัน เขาก็ก้าวไปเหยียบแท่นศิลาที่ลอยนิ่งอยู่ด้วยเท้าข้างเดียวแล้วยันเท้าส่งตัวกระโดดขึ้นไปที่กลไกบันไดศิลาขั้นถัดไปให้เร็วที่สุด แต่พลาด!
แดนตรีกะจังหวะผิดไปเพียงสองสามวินาทีเท่านั้นเองทำให้เขาเหยียบได้แค่ขอบกลไกบันไดศิลา เด็กชายยืนโงนเงนจะหงายหลังตกจากแท่นศิลาแต่พยายามขืนตัวไว้เต็มที่
แต่ไม่ไหวแรงเคลื่อนไปข้างหน้าทำให้เขาทรงตัวลำบากแล้วพลัดตกจากขอบกลไกบันไดศิลาจนได้
โอฬาริกซึ่งยืนให้กำลังใจอยู่บนยอดเขายกมือปิดปากพลางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ขณะที่แดนตรีจะหล่นลงไปนั้นเด็กชายมือไวคว้าขอบศิลาไว้ได้ด้วยมือข้างหนึ่ง ร่างของเขาห้อยต่องแต่งและพยายามตะเกียกตะกายปืนขึ้นไปข้างบนทั้งที่กลไกบันไดศิลาก็ยังลอยไปลอยมาอยู่อย่างนั้น
ในที่สุดเขาก็ปีนขึ้นไปได้สำเร็จ เด็กชายนอนแผ่หราหายใจแรงอยู่บนแท่นศิลาหลับตาลงอย่างเหน็ดเหนื่อย
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเขาหันไปมองทางขวาและทางซ้ายเห็นว่าตนเองมาได้ครึ่งทางแล้วก็ค่อยมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง แต่พอหันกลับไปมองทางด้านซ้ายอีกครั้งก็นึกอยากจะนอนอยู่อย่างนั้นตลอดไป
ขั้นต่อไปกลไกบันไดศิลาเคลื่อนที่ค่อนข้างเร็วและถี่มาก ถ้าพลาดมีหวังถูกกลไกบันไดศิลาชนตกเหวแน่
จะทำอย่างไรดี
เด็กชายลุกขึ้นนั่งชันเข่ามองกลไกบันไดศิลาอย่างท้อแท้ พอร่างกายไม่เคลื่อนไหวและจิตได้พักสักครู่ปัญญาก็บอกมาว่าต้องก้าวกระโดดเร็ว ๆ เหมือนเรารัวคีย์บอร์ดสั่งให้ตัวเอกของเกมกระโดด...กระโดด...กระโดด...กระโดด...และกระโดดโดยไม่ต้องหยุดคิดอะไรทั้งนั้น
แต่นั่นมันคนดูอยู่นอกจอส่วนเขาต้องทำด้วยตัวเอง ไม่มีชีวิตที่หนึ่ง...สอง...สาม...สี่ อย่างในเกมนี่นา เฮ้อ
จะทำอย่างไรดี แดนตรีตั้งคำถามนี้กับตนเองซ้ำ ๆ จนนับไม่ถ้วน
จะถอยกลับก็ไม่ได้จะไปข้างหน้าก็ลำบาก มาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไปล่ะ
เด็กชายยืนขึ้นวางเท้าให้มั่นเพื่อให้ชินกับการเคลื่อนที่ของกลไกบันไดศิลา ขั้นถัดไปอีกห้าขั้นลอยสลับกันไปมาเร็วมาก ในแต่ละขั้นก็มีแท่นศิลาลอยตามกันไปมาขั้นละสอง-สามก้อนมิหนำซ้ำยังลอยถี่เสียจนบางขั้นหมอบหลบก็อาจจะไม่พ้น
แดนตรีตั้งสมาธิอย่างแน่วแน่จ้องแท่นศิลาแต่ละก้อนพลางเล็งว่าจะกระโดดไปที่ก้อนไหนก่อนแล้วจะไปก้อนไหนต่อ เมื่อมั่นใจแล้วเด็กชายก็เตรียมตัวก้าวกระโดด พร้อมแล้วจึงไป...
หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...ห้า
โอ เยี่ยม แดนตรีก้าวกระโดดต่อเนื่องกันจนถึงชั้นที่ห้าแล้วหยุดยืนดูความสำเร็จของตนเองอยู่บนแท่นศิลาก้อนหนึ่ง นึกชมตนเองว่าเก่งอะไรอย่างนี้ เขาหันไปยิ้มพลางโบกมือให้โอฬาริกซึ่งตะโกนอะไรอยู่ก็ไม่ทราบ หรือจะร้องบอกว่าเขาเก่งมากก็ไม่รู้ อิ อิ
เด็กชายคิดเข้าข้างตนเองได้ไม่นานเขาจึงรู้ตัวว่าพลาดไปถนัดเมื่อเห็นโอฬาริกชี้ไม้ชี้มือไปข้างหลัง พอหันไปดูก็ปรากฏว่ามีกำแพงศิลาก้อนใหญ่ลอยมาในระดับต่ำและจวนจะถึงตัวเขาอยู่แล้ว แดนตรีไม่มีทางหลบพ้นจึงถูกกำแพงศิลาชนเข้าอย่างแรงจนเป็นเหตุให้เขากระเด็นหลุดออกไปจากจุดที่ยืนอยู่
“โอ ไม่ ช่วยด้วย!”
ร่างของแดนตรีลอยละลิ่วลงไปในเหวไม่มีวันถึงพร้อมกับเสียงร้องที่มีแต่ความหวาดกลัว เสียงร้องของเด็กชายก็ดังก้องอยู่ในเหวจนเงียบหายไปในที่สุด
แดนตรีตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวแต่ไม่พบอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า ร่างกายปะทะอากาศร่วง...ร่วง...ร่วง...และร่วงลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง จมหายไปในทะเลหมอกจนโอฬาริกมองไม่เห็น
ยักษ์ได้แต่ตะโกนเรียกชื่อเด็กชายแต่ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร เขานั่งร้องไห้คร่ำครวญเป็นภาษาเทพอ้อนวอนขอให้ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ช่วยชีวิตเด็กชายด้วย แต่ความหวังนั้นกลับริบหรี่เต็มที...
ในเหวไม่มีวันถึงแดนตรีนึกถึงแต่ความตาย ถ้าจะตายเขาก็จะขอตายอย่างสงบ แต่น่าเสียดายที่ภารกิจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จากปีศาจร้ายยังไม่สำเร็จ เทพตรัสวินคงจะผิดหวังในตัวเขามาก แล้วยังพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายอีก สักวันพวกเขาก็ต้องรู้ว่าแดนตรีหายไปอย่างไม่มีวันกลับ พวกเขาจะเศร้าโศกกันเพียงใดหนอ น่าสงสารพวกเขาเหล่านั้นยิ่งนัก
แดนตรีหลับตาภาวนาพุท-โธเตรียมตัวเตรียมใจตายพลันภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในจิต เขาเคยตกอากาศอย่างนี้ตอนที่ถูกปีศาจเมฆน้ำแข็งล่อลวงหมายจะพาวิญญาณของเขาไปซ่อนไว้ที่โลกพระจันทร์แต่เทพตรัสวินตามไปช่วยไว้ได้ทัน ตอนที่กำลังตกอากาศจะโหม่งพื้นนั้นเขานึกอะไรนะ
ใช่แล้ว เขานึกถึงหอกแห่งเทพ
เด็กชายพอมีความหวังขึ้นมาบ้างเขาลืมตาแล้วเรียกหอกแห่งเทพให้ปรากฏขึ้นในมือ แต่ร่างของเขาก็ยังร่วงหล่นลงไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด ถ้าเขาจะตั้งจิตอธิษฐานขอให้หอกแห่งเทพช่วยให้เขาลอยได้ไม่รู้ว่าจะได้ผลเหมือนครั้งนั้นหรือเปล่า เพราะตอนนั้นเขาเป็นเพียงแค่ดวงจิตที่เบาหวิว แต่คราวนี้เขามีร่างกายและเลือดเนื้อถ่วงน้ำหนักอยู่หอกแห่งเทพอาจอาจจะช่วยเขาไม่ได้ก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องลองดู
แดนตรีกำด้ามหอกไว้แน่นพลางตั้งจิตอธิษฐาน
“ด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยที่ลูกเคารพบูชา คุณพ่อคุณแม่ผู้ให้กำเนิด และบุญกุศลที่ลูกได้เคยทำมาในอดีตชาติทุกภพทุกชาติจนถึงชาติปัจจุบัน ถ้าลูกยังไม่ถึงคราวที่จะต้องตายขอให้หอกแห่งเทพพาลูกเหาะขึ้นไปสู่ประตูดินแดนปริศนา ณ บัดนี้ด้วยเถิด”
สิ้นคำอธิษฐานเสื้อที่คันธมาลีอุทิศตนให้มานั้นพลันสว่างวาบ แดนตรีรู้สึกตัวเบาหวิวแล้วหอกแห่งเทพก็พุ่งแหวกอากาศขึ้นไปด้านบนฉุดร่างของเด็กชายให้ลอยตามขึ้นไปด้วย แดนตรีจับด้ามหอกไว้แน่นพลางดีใจว่ารอดตายแล้ว แต่ก็อดเหลียวกลับไปมองข้างล่างไม่ได้ พลันใจหายวาบเมื่อเห็นว่าข้างล่างนั้นมีขวากน้ำแข็งลอยอยู่เป็นแพ สลับกับภูเขาน้ำแข็งที่ลอยกระทบกันไปมาอีกหลายลูก เหมือนเป็นกลไกช่วยสงเคราะห์ผู้โชคร้ายที่ตกลงมาในเหวไม่มีวันถึงให้พ้นจากความทรมานเร็วขึ้น
โชคดีที่เขาคิดได้ก่อนจะตกลงไปถูกขวากน้ำแข็งแทงตาย ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ ขอบคุณเทพตรัสวิน ขอบคุณคันธมาลีที่ยอมอุทิศตนแปลงเป็นเสื้อตัวเบา ขอบคุณหอกแห่งเทพที่ช่วยชีวิตของเขาไว้อีกครั้ง ขอบคุณ...ขอบคุณ...และขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ช่วยให้เขารอดตาย
โอฬาริกนั่งแหกปากร้องไห้ไม่อายฟ้าดินอยู่ที่ริมหน้าผา ก้มมองลงไปในเหวไม่มีวันถึงเป็นพัก ๆ หวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ทำให้แดนตรีรอดตายแล้วกลับขึ้นมาได้ แต่ไม่ว่าจะมองลงไปสักกี่ครั้งก็เห็นแต่ทะเลหมอกที่น่าเกลียดน่ากลัวแม้ว่าก่อนหน้านั้นเขาจะเคยชมว่ามันสวยดีก็ตาม
ทันใดนั้นโอฬาริกก็คิดว่าตนเองตาฝาดเมื่อเห็นบางสิ่งบางอย่างพุ่งทะลุผ่านทะเลหมอกขึ้นมาด้วยความเร็วสูง
“โอ ปาฏิหาริย์มีจริง” โอฬาริกอุทานท่าทางตื่นตะลึงเมื่อเห็นว่าแดนตรียังไม่ตาย และเขากำลังเหาะขึ้นมาโดยมีหอกแห่งเทพนำทาง
แดนตรีโบกมือให้โอฬาริกก่อนจะพุ่งผ่านเลยไปสู่ประตูดินแดนปริศนาโดยไม่สนในกลไกบันไดศิลาอีกเลย
โอฬาริกยิ้มพลางโบกมือตอบแล้วถอนใจเฮือกด้วยความโล่งอก
ประตูสู่ดินแดนปริศนาไม่มีบานประตูมีเพียงแสงสว่างจ้าอยู่ภายในจนมองจากภายนอกไม่เห็น แดนตรีอธิษฐานให้หอกกลับคืนเมื่อขึ้นมายืนอยู่ที่หน้าประตู แล้วหรี่ตาสู้แสงจ้าก่อนจะค่อยก้าวเข้าไปอย่างระวัง
หลังประตูมีแต่เมฆหมอกเต็มไปหมดจนมองไม่เห็นพื้น แต่มีกลิ่นหอมของดอกไม้อบอวลอยู่ในอากาศทั้งที่มองดูแล้วไม่เห็นมีต้นไม้สักต้น แดนตรีเดินลุยเมฆเข้าไปเรื่อย ๆ ได้ยินเสียงเพลงลอยมาจากที่ไกลแสนไกล
ฮา...ฮ่า....ฮา...ฮ้า....ฮา...
“เด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์เชิญทางนี้”
แดนตรีสะดุ้งอยู่ ๆ ก็มีเสียงคนพูดขึ้น เขามองหาต้นเสียงแล้วก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นเทวดาในชุดขาวลอยอยู่บนอากาศ เด็กชายยกมือไหว้แล้วเดินตามเทวดาที่ลอยนำทางไป
เดินลุยเมฆหมอกไปได้สักครู่หมอกก็เริ่มจางลงแล้วปรากฏต้นไม้อยู่บนเนิน เป็นต้นไม้ที่มีทรงพุ่มสวยงามลำต้นมีสีน้ำตาลอ่อนเหมือนสีหยกน้ำผึ้ง ใบสีเขียวมรกต ดอกสีขาวนวลราวกับไข่มุกสะพรั่งเต็มต้น ส่งกลิ่นหอมเย็นขจรขจายไปทั่วดินแดนปริศนา
“เชิญท่านรออยู่ตรงนี้ก่อน” เทวดาบอกแล้วลอยเข้าไปใกล้ต้นไม้ก้มศีรษะทำความเคารพแล้วรายงานว่า “บัดนี้มีเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ได้ขึ้นมาถึงดินแดนปริศนาแล้วขอได้โปรดอนุญาตให้เขาเข้ามาขอพรด้วยเถิด”
“เชิญเขาเข้ามา” มีเสียงผู้หญิงพูดออกมาจากต้นไม้ เทวดานำทางก้มศีรษะทำความเคารพแล้วลอยกลับไปหาแดนตรี
“เชิญท่านเข้าไปขอพรได้” เทวดานำทางบอกแล้วจึงลอยไปอยู่ด้านข้างปล่อยให้แดนตรีเดินเข้าไปหาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์
เด็กชายไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ยืนเก้กังอยู่สักครู่ก็ปรากฏร่างของนางฟ้าในชุดกระโปรงยาวสีขาวเป็นประกายระยิบระยับหมุนตัวออกมาจากต้นไม้ เธอสวยสว่างพร่างพราวไปทั้งร่าง ดวงพักตร์ของเธอน่ารักอ่อนหวานแกมเศร้า ผมสีเขียวอ่อนยาวพลิ้วประดับด้วยดอกไม้งดงามและส่งกลิ่นหอม ผิวพรรณขาวนวลละเอียดลออ ยิ่งอาภรณ์ของเธอด้วยแล้วละเอียดกว่าผ้าที่ว่าละเอียดที่สุดในโลก
นางฟ้ายิ้มหวานแล้วทักทายแดนตรีก่อนด้วยเสียงอันไพเราะ
“สวัสดีท่านเทพบุตรแดนตรี ไม่ได้พบกันเสียนานนะ ท่านสบายดีหรือเปล่า”
แดนตรีมัวแต่ตกตะลึงในความงามของนางฟ้าจนพูดอะไรไม่ออก
“อ้าว ข้าถามไม่ได้ยินหรือ หรือว่าไม่อยากจะพูดกับข้าแล้ว” นางฟ้ามีอาการงอนขึ้นมา
“เอ่อ ปละ...เปล่าครับ คือผม...สบายดีครับ” แดนตรีตอบตะกุกตะกัก
“ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน ท่านไม่มาหาข้านานจนข้าน้อยใจ ท่านต้องอยู่คุยกับข้านาน ๆ นะ” นางฟ้าตัดพ้อต่อว่า
“เอ่อ คือ...ที่ผมมาในวันนี้ ผมอยากจะ...” แดนตรีจะแจ้งความประสงค์แต่นางฟ้าพูดตัดบทขึ้นก่อน
“เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง ข้าอยากเล่นหมากรุกกับท่าน นานแล้วที่เราไม่ได้เล่นหมากรุกด้วยกัน”
“หมากรุก! ผมเล่นไม่เป็นหรอกครับ ไม่เคยเล่น” แดนตรีตอบค่อนข้างงงกับคำพูดของนางฟ้าที่คล้ายเธอกับเขาจะเคยรู้จักกันมานานแสนนาน
“ท่านแน่ใจหรือว่าเล่นไม่เป็น” นางฟ้าพูดพลางโบกมือพลิ้วออกไปเมฆหมอกพลันสลาย ปรากฏเป็นเนินหญ้าสีเขียวขจีมีลำธารสีทองไหลอยู่ด้านล่าง ถัดจากลำธารเป็นทุ่งดอกไม้สีสันสดใสที่ขึ้นกระจายอยู่โดยรอบช่วยให้บรรยากาศในดินแดนปริศนาสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นอีกมาก
นางฟ้าเหาะไปหยุดอยู่ที่ริมลำธารโบกมือพลิ้วอีกครั้งก็ปรากฏโต๊ะกลมกับเก้าอี้สองตัวสีขาวเข้าชุดกัน ทั้งโต๊ะและเก้าอี้มีลวดลายสวยงามอ่อนช้อย บนโต๊ะมีภาชนะชุดน้ำชาสีเงินและถาดขนมหลายชนิดตั้งอยู่
“มาดื่มน้ำชาให้หายเหนื่อยก่อนเถอะ แล้วเราค่อยเล่นหมากรุกกัน” นางฟ้าชวน
แดนตรีเดินไปที่ริมลำธารและยืนยันว่า
“ผมเล่นหมากรุกไม่เป็นจริง ๆ นะครับ”
“ฝีมือระดับท่านมีหรือจะเล่นหมากรุกไม่เป็น ข้าแทบจะไม่เคยชนะท่านเลยด้วยซ้ำ แต่ท่านก็ชอบยั่วให้เข้าอยากจะเอาชนะอยู่เรื่อย เชิญท่านดื่มน้ำชาก่อน” นางฟ้าผายมือด้วยลีลาอ่อนช้อยเชื้อเชิญให้เด็กชายไปนั่งพักที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง หลังจากนั้นเธอจึงนั่งลงที่เก้าอี้ตรงกันข้าม
นางฟ้ารินน้ำชาใส่ถ้วยเงินให้เขาอย่างนุ่มนวลอ่อนหวานก่อนจะรินใส่ถ้วยเงินของตนเอง
แดนตรีขัดไม่ได้จึงดื่มน้ำชาเป็นเพื่อนนางฟ้า พอรสชาแตะถูกลิ้นความกลมกล่อมหอมละมุนทำให้เขาติดใจดื่มรวดเดียวจนหมดถ้วย นึกในใจว่าน้ำชาบนสวรรค์นี่แปลกดีไม่ยักฝาดหรือขมเหมือนน้ำชาในโลกมนุษย์
นางฟ้าอมยิ้มแล้วรินน้ำชาให้อีก
“ทานขนมด้วยสิท่าน ขนมของข้าอร่อยนะ ท่านยังเคยขอเอากลับไปทานที่วิมานทุกครั้งที่มาหาข้า”
แดนตรีชิมขนมที่ดูน่ากินและสวยงามเป็นที่สุด หน้าตาคล้ายขนมไทยหลายชนิด
“อื้อ อร่อยจัง” แล้วก็นึกถึงโอฬาริกเสียดายที่เขาไม่ได้มาด้วย
“ไม่เป็นไรเดี๋ยวข้าจะห่อไปฝากเพื่อนของท่านด้วย” นางฟ้าทราบที่เด็กชายนึก
“ขอบคุณครับ” เด็กชายยกมือไหว้อ่อนน้อม
“ทำไมท่านจึงไปเกิดที่เมืองมนุษย์ล่ะหรือว่าเบื่อสวรรค์แล้ว” นางฟ้าถาม ทำให้แดนตรีรู้ว่าผู้มีภาวะเป็นทิพย์ก็ไม่ได้รู้ไปหมดเสียทุกเรื่อง
“คือท่านเทพตรัสวินเล่าให้ผมฟังว่าผมเป็นต้นเหตุทำให้ปีศาจเมฆน้ำแข็งหนีออกไปจากแดนกักกันปีศาจ เทพบิดาจึงให้ผมไถ่โทษด้วยการรับหน้าที่ไปปราบปีศาจตนนั้นให้สิ้นสูญ ท่านสั่งให้ผมจุติจากสวรรค์ลงไปเกิดยังโลกมนุษย์เพื่อทำภารกิจนี้” แดนตรีเล่าย่อ ๆ
“อ้อ เป็นเช่นนี้เองหรือ มิน่าล่ะท่านจึงได้หายหน้าไปนาน” นางฟ้าพยักหน้างดงาม
แดนตรีดื่มน้ำชาและกินขนมไปเรื่อย ๆ พลางเล่าว่า
“ปีศาจเมฆน้ำแข็งไปซ่อนตัวอยู่ในโลกมนุษย์ เสพกิเลสมนุษย์เป็นอาหาร สร้างกองทัพผีดิบและคิดจะยึดครองโลก ท่านเทพตรัสวินทำลายมันไม่ได้เพราะมันมีพลังความชั่วร้ายเพิ่มขึ้นทุกวัน อีกอย่างเมื่อลงไปอยู่ในโลกมนุษย์พลังของท่านเทพตรัสวินลดลงไปครึ่งหนึ่ง ฝีมือจึงแค่สูสีกับปีศาจเมฆน้ำแข็ง ถ้าสู้กันก็ยากที่จะรู้ผลแพ้ชนะ ท่านจึงให้ผมออกตามหาดาบพิชิตมารซึ่งผมเป็นคนนำไปซ่อนไว้เมื่อครั้งที่เกิดเป็นเทพบุตรแดนตรีอยู่บนสวรรค์ แต่ผมจำไม่ได้ว่าเอาดาบไปซ่อนไว้ที่ไหน ผมจึงเดินทางมาหาท่านเพื่อจะขอพรให้ผมจำได้ว่าผมเอาดาบไปซ่อนไว้ที่ไหน”
“ข้าเคยได้ยินท่านบอกว่าดาบพิชิตมารมีอนุภาพร้ายแรงมาก แสงที่เปล่งออกมาจากดาบสว่างจ้าไปถึงครึ่งโลก ถ้ามนุษย์หรือสัตว์มองเห็นแสงดาบก็จะตาบอดทันที”
“ผมก็รู้สึกลำบากใจอยู่เหมือนกันครับ ไม่รู้ว่าถ้าผมได้ดาบมาแล้วผมจะต้องตาบอดด้วยหรือเปล่า”
“บอด” นางฟ้ายืนยัน “บอดสนิทเลยล่ะ”
แดนตรีอ้าปากค้าง
“แต่ข้ามีวิธีช่วยท่านได้” นางฟ้ายิ้มพราย
“วิธีไหนครับ” เด็กชายถามอย่างกระตือรือร้น
“เดี๋ยวข้าค่อยบอก ตอนนี้รื้อฟื้นความทรงจำเรื่องเล่นหมากรุกก่อน” นางฟ้ากรีดนิ้วกวักมือในอากาศพลันดอกไม้ก็ติดมือลงมาราวกับเล่นกล
“แล้วความทรงจำเรื่องดาบล่ะครับ” แดนตรีถามในสิ่งที่ตั้งใจมาที่นี่
“หลังจากที่ท่านเล่นหมากรุกชนะข้าหนึ่งกระดานแล้วข้าจะให้พรความทรงจำนั้นแก่ท่าน”
นางฟ้ายื่นดอกจำปีสีขาวบริสุทธิ์ดอกใหญ่ให้เด็กชาย เขาสูดดมกลิ่นหอมเย็นชื่นใจหลับตาและเก็บความหอมให้อบอวลอยู่ในอกพลันนิมิตก็เกิดขึ้น
ภาพเทพบุตรในอาภรณ์สีเหลืองแวววาวพราวระยับประดับประดาด้วยอัญมณีแพรวพราวปรากฏขึ้นในจิต เขากำลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่กับนางฟ้าองค์หนึ่งซึ่งเป็นองค์เดียวกับที่ให้พรความทรงจำกับแดนตรีในเวลานี้
นางฟ้าโบกมือบันดาลกระดานหมากรุกพร้อมกับตัวเล่นขึ้นแล้วเล่นหมากรุกกับแดนตรีอย่างเพลิดเพลินจนเด็กชายลืมเวลา เมื่อจบกระดานปรากฏว่าเขาชนะเหมือนที่เทพบุตรแดนตรีเคยชนะนางฟ้ามาแล้วหลายครั้งหลายครา

0 ความคิดเห็น:

ตัวอย่างหนังแฮรี่ พอตเตอร์ กับเจ้าชายเลือดผสม

ตัวอย่างพิเศษจาก Harry Potter 6

ตัวอย่างภายนตร์เรื่อง The Secret of Moonacre

เกมส์

สไลด์