บทที่ 1 เด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์/เขียนโดย ณัฐพัชร์
เมื่อถึงเวลาปิดเทอมภาคฤดูร้อนครอบครัวของเด็กชายแดนตรี เบญจศีล จะไปเยี่ยมคุณปู่คุณย่าที่บ้านชนบทเป็นประจำทุกปี สำหรับสาธิตและแดนตรีการเตรียมตัวเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยความเคยชิน แต่สำหรับดรุณีไม่เป็นเหมือนเช่นสามีและลูกชายวัยเจ็ดขวบ เธอจะต้องจัดการหลายสิ่งหลายอย่างที่สามีและลูกชายคิดไม่ถึงหรืออีกนัยหนึ่งก็คือไม่อยากจะคิด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารว่างและเครื่องดื่มระหว่างทาง ของฝาก เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวของแต่ละคน จุกจิกลงไปถึงผ้าเช็ดหน้ากับปากกาและกระดาษโน้ต เท่านั้นยังไม่พอแม้แต่เข็มกับด้ายเธอก็ต้องมีติดตัวไปไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ถึงแม้ที่บ้านคุณปู่คุณย่าจะมีข้าวของพวกนี้ครบครัน แต่ความเกรงใจของศรีสะใภ้นั้นเป็นที่หนึ่ง ส่วนแดนตรีก็มีหน้าที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของเขาและของเล่นที่เขาอยากจะเอาไปด้วยเท่านั้น ซึ่งอยู่นอกเหนือรายการจำเป็นของคุณแม่ อันได้แก่ รองเท้าผ้าใบสีฟ้าคู่โปรด กับเกมกดที่เล่นมาตั้งแต่ชั้นประถมหนึ่ง หนังสือการ์ตูนที่ซื้อมาใหม่หลายเล่ม และหมอนข้างรูปปลาโลมาสีฟ้าขาว
ปีนี้แดนตรีแปลกใจว่าแม่ขนเสื้อผ้าของเขาไปมากกว่าทุกครั้ง เกือบหมดตู้เลยก็ว่าได้ และกำหนดการเดินทางก็เร็วขึ้นกว่าทุกปีคล้ายกับว่าพ่อและแม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าจะต้องไปบ้านคุณปู่คุณย่าให้เร็วที่สุดหลังจากโรงเรียนของแดนตรีปิดเทอม
แดนตรีมารู้ความจริงขณะนั่งอยู่ในรถเก๋งเปี่ยมสมรรถนะซึ่งมีพ่อเป็นคนขับว่า ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนพ่อกับแม่ของแดนตรีจะต้องไปทำงานเป็นอาสาสมัครในหน่วยพยาบาลเคลื่อนที่ในพื้นที่ทุรกันดารทางแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเวลาสองเดือน ในระหว่างนั้นแดนตรีจะต้องไปอยู่กับคุณปู่คุณย่าที่บ้านชนบทจนกว่าคุณพ่อกับคุณแม่จะไปรับ แดนตรีไม่ได้แสดงความอ่อนแอหรืองอแง เขาเข้าใจว่าคุณพ่อของเขาเป็นศัลยแพทย์ที่อาจจะช่วยชีวิตคนได้ ส่วนคุณแม่ไม่ได้เป็นอะไรเลยในคณะนั้น แต่ด้วยความเป็นห่วงสามีจึงอาสาติดตามเขาไปเป็นผู้ช่วยส่วนตัว สำหรับอาชีพจริงของคุณแม่ก็คือแม่บ้านและนักท่องอินเตอร์เน็ตตัวยงทั้งยังเป็นนักเขียนสมัครเล่นบนเว็บไซต์ชื่อดังอีกด้วยทว่าผลงานยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อปลอบใจตัวเองว่า
‘ก็ฉันอยากเขียนฉันก็จะเขียนและจะเขียนต่อไปแม้ว่าจะไม่มีใครมาอ่านผลงานของฉันเลยก็ตาม’
ด้วยนิสัยที่ชอบการผจญภัยทำให้ดรุณีตัดสินใจตามสามีไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นแม้ว่าจะอันตรายก็ตาม
ทั้งสาธิตและดรุณีไม่กังวลเมื่อรู้ว่าจะต้องห่างลูกชายสุดที่รักไปไกล เพราะรู้ดีว่าลูกชายอยู่ในที่ปลอดภัยและมีผู้ดูแลที่น่าเชื่อถือ แต่คนที่เป็นห่วงลูกชายกลับเป็นคุณย่าที่แสดงออกชัดเจนเมื่อสาธิตไปกราบลา คุณย่ากอดลูกชายแล้วร้องไห้รำพันถามว่าไม่ไปไม่ได้หรือ แต่ลูกชายตอบเพียงว่า
“เป็นหน้าที่ครับแม่”
“ฮึ หน้าที่อะไรกัน” คุณย่าขึ้นเสียงฉุน “หน้าที่ของแกมันอยู่ในโรงพยาบาลโน่น ที่จะไปทำนั่นน่ะมันไม่ใช่หน้าที่สักหน่อย”
“หน้าที่ของคนที่ต้องมีมนุษยธรรมครับ”
ครั้นลูกชายตอบอย่างคนมีจิตสำนึกสูงคุณย่าก็พูดอะไรไม่ออกได้แต่บ่นพึมพำ แม้ว่าแดนตรีจะเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจเขาก็ไม่รู้ว่าคุณย่าบนว่าอะไรบ้าง ส่วนคุณปู่อึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะให้พรลูกชายขอให้ทำงานสำเร็จลุล่วงและกลับบ้านด้วยความปลอดภัย
ถึงแม้จะเป็นเด็กแต่แดนตรีก็พอจะทราบถึงสถานการณ์ที่คุกรุ่นอยู่ทางแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน มีเจ้าหน้าที่ของรัฐและชาวบ้านถูกโจรปล้นฆ่าไม่เว้นแต่ละวัน ข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์และในโทรทัศน์ดูแล้วล้วนแต่สร้างความรันทดหดหู่ แม้แต่ที่โรงเรียนของแดนตรีก็ยังมีคนเคยพูดถึงในบางครั้ง แดนตรีรู้สึกเศร้าใจที่ต้องจากพ่อกับแม่เป็นเวลานาน เขาขอให้พ่อกับแม่กลับมาที่บ้านคุณปู่คุณย่าเร็ว ๆ แล้วเขาจะทำมันเผาให้พ่อกับแม่กิน พ่อกับแม่หัวเราะในความมีน้ำใจของเขาเหมือนไม่รู้เลยว่าแดนตรีเศร้าเพียงใด แต่ด้วยความที่แดนตรีเป็นเด็กที่มีความอดทน อดกลั้น รู้จักคิดและเข้าใจผู้อื่นจึงไม่ร้องไห้โวยวายเหมือนคนขาดสติ
พ่อและแม่อยู่กับแดนตรีที่บ้านคุณปู่คุณย่าสองวันจึงลากลับไปกรุงเทพฯ แดนตรีรู้สึกอาลัยพ่อกับแม่มากอยากจะวิ่งตามท่านทั้งสองไปด้วย แต่ด้วยตระหนักในหน้าที่ที่ต้องอยู่กับคุณปู่คุณย่าทำให้เขาได้แต่มองตามตาละห้อยและสะอึกอยู่ในใจขณะมองตามหลังพ่อกับแม่ที่เดินไปขึ้นรถแล้วขับมันจากเขาไป ครั้งสุดท้ายแดนตรีเห็นแม่มองมาทางเขาผ่านกระจกสีชาที่มีลายเงาใบไม้ทาบลงมาเป็นรอยครึ้ม แม้จะไม่แน่ใจแต่แดนตรีก็ค่อนข้างจะเชื่อมั่นว่าเขาเห็นน้ำตาหยดหนึ่งของแม่ที่ขอบตาด้านซ้าย แม่ฝืนยิ้มแต่เป็นยิ้มที่เศร้าเต็มที
หลังจากพ่อกับแม่จากไปแดนตรีก็ไปนั่งเศร้าอยู่คนเดียวที่แค่ไม้ไผ่หลังบ้าน เวลานี้เขาไม่อยากพูดคุยกับใครเลย สักครู่ใหญ่คุณปู่ก็มาตามไปกินข้าวกลางวัน แดนตรีเดินตามคุณปู่ไปอย่างเหงาหงอย ป้าเนียนซึ่งเป็นหลานของคุณย่าทำกับข้าวอร่อยเหมือนเดิมแต่แดนตรีก็กลืนไม่ค่อยจะลง
ป้าเนียนเป็นสาวโสดอยู่กับคุณปู่คุณย่ามาตั้งแต่เด็ก เปรียบเหมือนพี่สาวแท้ ๆ ของพ่อ คอยดูแลบ้านและอยู่เป็นเพื่อนคุณปู่กับคุณย่า ป้าเนียนเป็นคนขยันขันแข็งและมีนิสัยร่าเริง แต่วันนี้แม้ว่าป้าเนียนจะกระเซ้าเย้าแหย่หลานชายอย่างไร แดนตรีก็ยังคงเศร้าอยู่เหมือนเดิม
แดนตรีรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกิน พอบ่ายคล้อยเขาก็เผลอหลับไปพร้อมกับความคิดถึงพ่อและแม่ คุณปู่คุณย่าและป้าเนียนมายืนมองหลานชายแล้วต่างก็นึกเวทนาเด็กน้อย
“หลับไปแล้ว” คุณย่าพูดพลางส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู
“คงจะคิดถึงพ่อกับแม่ หงอยไปเลย” ป้าเนียนเห็นใจหลานชาย
“ปล่อยให้หลับไปก่อนก็แล้วกัน ตื่นขึ้นมาอาจดีขึ้น” คุณปู่นึกชมหลานชายอยู่ในใจว่าช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน ไม่งอแงจนผู้ใหญ่รำคาญ อย่างนี้ต้องหานิทานมาเล่าปลอบใจเป็นรางวัลสักหน่อย คุณปู่นึกหมายมั่นอยู่ในใจ
คุณปู่ คุณย่า และป้าเนียน เดินออกไปจากห้องโถงกลาง ปล่อยให้หลานชายนอนหลับให้สบาย
แดนตรีหลับสนิทแต่หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์บางอย่างปรากฏให้เห็นอย่างอัศจรรย์ ช่วงแรกดูเลือนลางแต่พอนานไปทุกอย่างดูแจ่มชัดเหมือนจริง เด็กชายมองเห็นตนเองลุกออกจากร่างที่นอนหลับอยู่เมื่อหันกลับไปมองเขาตกใจเป็นอย่างมาก
“เราตายแล้ว!” แม้จะไม่ได้ขยับริมฝีปากแต่แดนตรีก็ได้ยินเสียงตนเองตะโกนดังลั่น “ไม่...ไม่จริง...เราจะตายได้อย่างไร...เราแค่นอนหลับไปเท่านั้นเอง” ความรู้สึกครั้งสุดท้ายบอกแดนตรีว่าอย่างนั้น พลันจิตใต้สำนึกก็ผุดขึ้นมาว่า “หรือว่าเราจะอยู่ในความฝัน...ใช่...น่าจะเป็นความฝัน...แต่ทำไม...เราจึงรู้สึกตัวเหมือนไม่ได้ฝันเลยล่ะ ทำไมมันเหมือนจริงจังเลย”
แดนตรียกมือลูบแขนตนเองทั้งสองข้างแล้วลูบไปตามเนื้อตัวเสื้อผ้าก็เหมือนว่าจะสัมผัสได้ มองเห็นแจกันดอกไม้วางอยู่บนโต๊ะครึ่งวงกลมใกล้ประตูจึงเดินไปลองเอามือจับแจกันดู ปรากฏว่ามือผ่านแจกันไปคล้ายกับเงาที่ปราศจากตัวตน เขาตกใจทำท่าจะร้องไห้แต่ก็ไม่ได้ร้องจริง ๆ
“พ่อครับ...แม่ครับ...คุณปู่...คุณย่า...ป้าเนียน ช่วยผมด้วย ผมตายแล้ว” แดนตรีร้องเรียกหาใครต่อใครแต่ก็มองไม่เห็นใคร เขาวิ่งออกจากห้องไปยืนเคว้งคว้างอยู่ที่ระเบียงกว้างซึ่งแล่นตามตัวเรือนตั้งแต่ขึ้นบันไดมา เขาแน่ใจว่าตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน แต่ทำไมเมื่อออกไปยืนอยู่ที่ระเบียงโล่งไม่มีหลังคาท้องฟ้ากลับมืดครึ้มราวกับกลางคืนเหมือนวันที่ฟ้าตั้งเค้าเมฆฝนก่อนที่ฝนจะตก
พอเงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า แดนตรีเห็นเมฆหมอกสีดำลอยผ่านหลังคาบ้านคุณปู่คุณย่าไปอย่างรวดเร็วและค่อนข้างต่ำ เมฆลอยผ่านไปเร็วมากคล้ายกับมีใครเปิดพัดลมยักษ์เบอร์ที่แรงที่สุดไล่มันอย่างไม่ปรานี แต่ดูเหมือนหมู่เมฆก็จะต่อต้านกระแสลมแรงเบื้องบนทว่าก็ต้านไม่อยู่ มันจึงลอยลิ่วไปราวกับกลัวใครที่กำลังตามไล่มันอยู่ไม่ลดละ
มองอยู่สักครู่แดนตรีก็เห็นชายผ้าหม่นหมองสีเทาอย่างกับเมฆฝนสะบัดผ่านไป แต่แล้วอยู่ ๆ ก้อนเมฆยักษ์ที่มีรูปร่างคล้ายกับภูเขาปีศาจก็เหลียวกลับมามองแดนตรีที่อยู่ต่ำกว่า รูปดวงตาเฉียงสีดำสองดวงจ้องเด็กชายราวกับว่ามันค้นพบอะไรบางอย่างที่มันตามหามานาน แดนตรีกลัวจนเข่าอ่อนเงาร้ายของปีศาจคุกคามจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น มันทั้งน่ากลัวและเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง ร่างกายของเขาแทบจะขยับเขยื้อนไม่ได้เลย มันแข็งราวกับถูกสะกดให้เป็นอัมพาต และโดยที่ไม่คาดคิดก้อนเมฆปีศาจพุ่งตัวกลับมาหาเขาอย่างมาดร้ายหมายเอาชีวิต แดนตรีกลัวจนตัวสั่นอ้าปากกว้างอยากจะร้องให้คนช่วยแต่ก็ร้องไม่ออกเพราะขากรรไกรแข็งไปหมดอันเกิดจากความกลัวสุดขีด ม่านตาขยายเต็มที่จนนัยน์ตาค้างเติ่ง เขาอยากจะหลับตาหนีจากความกลัว แต่ก็เหมือนถูกสะกดไว้ไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่น่าหวาดหวั่นแม้แต่วินาทีเดียว
“ตายแน่เรา”
แดนตรีนึกอยู่ในใจอย่างอกสั่นขวัญแขวน พอทุกสิ่งทุกอย่างจวนตัวเข้าจริง ๆ จากความกลัวก็เปลี่ยนเป็นความกล้า...กล้าตาย
เด็กชายสร้างความกล้าขึ้นมาบนความกลัว ถ้าเขาจะต้องตายก็ขอตายอย่างกล้าหาญ ตายอย่างอัศวิน ตายอย่างจอมทัพ...จอมทัพที่ยอมพลีชีพในสนามรบ แม้จะสู้ไม่ได้แต่ก็จะขอสู้ด้วยหัวใจที่กล้าหาญ เขาพร้อมที่จะตายอย่างคนกล้า ไม่ขอหวั่นไหวกับความตายที่ปีศาจจะมอบให้
เหมือนปีศาจเมฆจะรู้ถึงสิ่งที่แดนตรีนึกอยู่ในใจมันกระหยิ่มยิ้มย่องผ่านรูปากที่คลี่ออกทางด้านข้างทั้งสองข้างอย่างเยาะหยันและโหดเหี้ยม รูปากของปีศาจสูดลมเข้าข้างในจนส่วนที่เป็นหน้าพองออกเหมือนแก้มป่องแล้วทำท่าจะพ่นพิษใส่เด็กชาย แต่ยังไม่ทันจะทำอย่างที่ตั้งใจเสียงฝีเท้าม้าก็ดังมาจากด้านหลังของปีศาจ
เสียงฝีเท้าม้านั้นดังก้องและรัวเป็นจังหวะหนักแน่นราวกับกลองศึก ไม่ช้าก็ปรากฏเป็นแสงสีขาวพุ่งตรงมาอย่างแรงและเร็วเกินกว่าเร็ว อัศวินในชุดเกราะสีเงินมีรัศมีล้อมรอบกายขี่ม้าสีขาวตรงมาที่ปีศาจเมฆพร้อมกับชี้ปลายหอกใส่มันอย่างหมายมั่น ทั้งคนทั้งม้าตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ ปีศาจเมฆเห็นดังนั้นก็แสดงสีหน้าตกใจผงะถอยไปตั้งหลักแต่ยังไม่ยอมหนี มันยังเหลือบตามองเด็กชายอย่างเสียดายโอกาสอะไรบางอย่าง แต่ไม่มีเวลาแล้วตอนนี้อัศวินขี่ม้าขาวกำลังพุ่งทะยานเข้าใส่ปีศาจเมฆพลางตวัดหอกใส่มันอย่างไม่ลดละ ปีศาจเมฆพยามหลบปลายหอกแต่บางครั้งก็หลบไม่พ้น ที่ใดถูกปลายหอกฟันแทงตรงนั้นก็จะปรากฏเป็นรอยแยกขาดวิ่นหรือเป็นรู แดนตรีไม่อยากจะเชื่อเลยว่าปีศาจเมฆจะมีเลือดไหลออกมาด้วย แต่เลือดของมันเป็นสีดำ...ดำเหมือนน้ำครำที่เน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียด ปีศาจเมฆสร้างมือยักษ์จากลุ่มเมฆขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วเสกดาบน้ำแข็งขึ้นมาป้องกันตัว เสียงหอกของอัศวินกับดาบน้ำแข็งของปีศาจเมฆกระทบกระทั่งกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าจะถล่มทลาย และทุกครั้งที่หอกกับดาบปะทะกันก็พลันเกิดประกายไฟกระเด็นกระดอนไปทั่ว แต่พอลูกไฟตกลงบนหลังคาบ้านคุณปู่คุณย่ามันก็ดับไปเหมือนลูกไฟตกลงในน้ำ
ขณะที่อัศวินขี่ม้าขาวกับปีศาจเมฆต่อสู้กันก็เกิดพายุหมุนพัดแรงและสายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้างอยู่ตลอดเวลา อัศวินขี่ม้าขาวโรมรันเข้าใส่ปีศาจเมฆอย่างกล้าหาญชาญชัยแต่ก็ยังไม่มีใครเอาชนะใครได้ แล้วทั้งสองฝ่ายต่างก็หยุดนิ่งเผชิญหน้ากันอยู่เหนือหลังคาบ้านคุณปู่คุณย่าของแดนตรี โดยมีเด็กชายที่ร่างคล้ายถูกสาปนั่งชันเข่าทั้งสองข้างเอามือเท้าพื้นอยู่ด้านหลังแหงนหน้าอ้าปากกว้างมองเหตุการณ์ระทึกขวัญสั่นประสาทจนตาค้าง
แม้จะยังไม่รู้แพ้รู้ชนะแต่จากการประเมินด้วยสายตาอันค้างเติ่งของเด็กชาย ปีศาจเมฆที่เขาแอบตั้งชื่อให้ดูจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะพละกำลังของอัศวินนั้นมีมากกว่า แม้ดาบน้ำแข็งของมันจะต้านคมหอกกล้าของอัศวินไว้ได้ แต่ก็ไม่แกร่งพอจะทำให้อีกฝ่ายย่อยยับ ดังนั้นปีศาจเมฆจึงค่อนข้างจะเสียเปรียบและดูออกว่ามันกำลังเหนื่อยหอบพร้อมกับพ่นควันสีดำจาง ๆ ออกมาทางปาก ทุกครั้งที่มันพ่นลมหายใจออกมาก็มีกลิ่นเหม็นเน่าน่าสะอิดสะเอียน
“ข้าเทพตรัสวินมือปราบปีศาจแห่งสวรรค์ ในนามของจอมเทพบดีขอสั่งให้เจ้า...ปีศาจเมฆน้ำแข็งยอมมอบตัวแล้วกลับไปรับโทษเดี๋ยวนี้”
“ไม่มีทางที่ข้าจะยอมเจ้า...เจ้าเทพไม่มีสมอง เอาแต่ก้มหัวรับใช้ตามคำสั่งจนไม่เคยรู้เลยว่านอกปอกคอนั้นมันมีอิสระหอมหวานปานใด เจ้านั่นแหละที่ควรต้องกลับไป...กลับไปก้มหัวเลียหัวแม่เท้าของจอมเทพเจ้านายของเจ้า อย่ามายุ่งกับข้าอีก ไม่อย่างนั้นจะหาว่าข้าไม่เตือน”
“อย่าโอหัง ถ้าเจ้าไม่ยอมกลับไปรับโทษพร้อมกับข้าแต่โดยดี ข้าก็จำเป็นต้องสำเร็จโทษเจ้าที่นี่ตามบัญชาของจอมเทพบดี”
เทพอัศวิน ไม่ใช่สิ เทพตรัสวิน ซึ่งบัดนี้แดนตรีได้รู้จักชื่อของเขาแล้วได้ประกาศโองการแห่งจอมเทพสวรรค์ด้วยเสียงอันกึกก้องกรีดลึกลงไปถึงกลางใจของเด็กน้อย
ปีศาจเมฆน้ำแข็งหัวเราะเยาะด้วยเสียงอันน่าสะพรึงกลัว ดวงตาเรียวยาวสีดำของมันปรากฏประกายแฉกสีขาวขึ้นแวบหนึ่งที่หางตาด้านขวาอย่างมาดร้าย
และโดยที่ไม่มีใครคาดคิดปีศาจเมฆน้ำแข็งพุ่งเข้าใส่ร่างโปร่งใสของแดนตรีที่นั่งเกร็งอยู่ในอาการตกตะลึง
“อย่า!” เทพตรัสวินยื่นมือใหญ่ออกไปห้ามพลางร้องสุดเสียงซึ่งไม่ต่างอะไรกับเสียงฟ้าผ่าแล้วคำรามก้องอยู่นาน
แดนตรีถูกวิญญาณปีศาจเมฆน้ำแข็งเข้าสิงในร่างโปร่งใส แล้วมันก็วิ่งวนหาที่ซ่อนอยู่ในร่างโปร่งใสนั้นแต่หาเท่าไรก็ไม่มีอะไรจะป้องกันมันได้ คล้ายกับภาพจำลองของวงจรไฟฟ้าที่มีอิเล็กตรอนวิ่งวนจากบนลงล่างจากซ้ายไปขวาอยู่ในห้องกระจกใส แล้วหลังจากนั้นเทพตรัสวินก็พุ่งทะยานเข้ามาในร่างโปร่งใสของแดนตรีอีกตน
ครั้งแรกที่ถูกปีศาจเมฆน้ำแข็งเข้าสิงแดนตรีสัมผัสได้กับไอเย็นและความหนาวเหน็บเจ็บชาไปทั่วร่าง ความหวาดหวั่นครั่นคร้ามถาโถมอยู่ในจิตจนสั่นสะท้านเหมือนถูกกระแสไฟฟ้ากระตุ้นจนร่างสั่นสะเทือน ครั้นเมื่อเทพตรัสวินพุ่งเข้ามาในร่างอีกตนคราวนี้แดนตรียิ่งสั่นขึ้นอีกเป็นสองเท่า แม้จะมีความอุ่นแผ่ซ่านอย่างประหลาดแต่มันก็ร้อนขึ้นเมื่อเทพกับปีศาจวิ่งวนขับไล่กันอยู่ในร่างโปร่งใสของเด็กชาย เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวปวดร้าวจนร่างแทบแตกออกเป็นเสี่ยง
แม้จะเครียดเกร็งอยู่กับการต่อสู้ของเทพและปีศาจในร่างโปร่งใสของตน แต่แดนตรีก็ยังพอมีสติเพราะเคยฝึกสมาธิกับคุณปู่ และเขาก็ได้สมาธิที่กล้าแข็งพอตัวตั้งแต่เริ่มฝึกครั้งแรก แม้แต่คุณปู่ยังแปลกใจแต่ไม่เคยนึกเฉลียวใจเลยว่าเพราะเหตุใดหลานชายตัวน้อยจึงก้าวหน้าในสมาธิอย่างรวดเร็ว เพราะสติยังคงมั่นจึงทำให้แดนตรีได้ยินเทพและปีศาจโต้แย้งกันอยู่ภายในว่า
“ออกไปเดี๋ยวนี้นะเจ้าปีศาจ”
“ข้าไม่ออก เด็กนี่เป็นของข้า ข้าจะเอาดวงจิตของมันไปด้วย”
“ข้าไม่ยอมให้เจ้าทำอย่างนั้นแน่”
“เจ้ากลัวใช่ไหมเล่า ถ้าข้าได้ครอบครองดวงจิตของมัน วิญญาณอันบริสุทธิ์ของเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์จะเสริมให้พลังของข้าแข็งแกร่งยิ่งกว่าเจ้า และไม่มีวันที่เจ้าจะปราบข้าได้”
“เด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ตั้งสมาธิแล้วอัญเชิญพระบารมีของสมเด็จพระจอมไตรขับไล่ปีศาจตนนี้ออกไปจากร่างของเจ้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นมันจะครอบงำเจ้าให้กลายเป็นปีศาจเหมือนมันไปอีกคน”
เสียงเทพตรัสวินสั่งมาจากข้างใน แดนตรีรู้สึกสับสนงวยงงและไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะทำอะไรทั้งสิ้น ร่างโปร่งใสของเขาโงนเงนไปมาทำท่าจะร่วงมิร่วงแหล่ สติของเขาเลื่อนลอยตาดำเหลือกไปอยู่ด้านบน
“ไม่มีทาง” เสียงเจ้าปีศาจเมฆน้ำแข็งคำรามก้องอยู่ข้างในแล้วหันไปโจมตีร่างโปร่งใสของแดนตรีแทนเพื่อรบกวนไม่ให้เขาตั้งสมาธิได้ แต่ก็ถูกเทพตรัสวินขัดขวางอย่างเต็มที่ ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ทำให้แดนตรีรู้สึกดีขึ้น อย่าว่าแต่ตั้งสมาธิเลยแค่จะขยับร่างเขายังทำไม่ได้ ผนวกกับความกดดันในดวงจิตนั้นรุนแรงเกินกว่าเด็กชายจะช่วยเหลือตัวเองได้ ทุกครั้งที่ถูกปีศาจเมฆน้ำแข็งโจมตีอยู่ภายในเด็กชายจะสะดุ้งเฮือกคล้ายวิญญาณจะแตกสลาย เจ็บปวดและทรมานอย่างแสนสาหัส
ในขณะที่รู้สึกเหมือนกำลังจะสิ้นใจ ทันใดนั้นเหนือร่างที่สั่นเทิ้มของแดนตรีก็ปรากฏวงแหวนเป็นประกายแวววาวสว่างใสลอยอยู่เหนือศีรษะก่อนจะสวมลงมาบนคอของเด็กชาย วงแหวนนั้นสร้างความเย็นฉ่ำชื่นใจให้กับผู้สวมใส่ ทว่ากลับทำให้ปีศาจเมฆน้ำแข็งเร่าร้อนจนพุ่งออกจากร่างของแดนตรีทางซีกซ้ายแทบไม่ทัน ส่วนเทพตรัสวินพุ่งทะยานออกจากร่างของเด็กชายทางซีกขวา หลังจากนั้นเด็กชายผู้มีบุญฤทธิ์ก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย
















0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น